Variety Update :

ทำความรู้จักธุรกิจเช่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาแรงอันดับหนึ่งของไทย บีชู รันเวย์



ทำความรู้จักธุรกิจเช่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาแรงอันดับหนึ่งของไทย ‘บีชู รันเวย์’ (Bchu Runway)

หลังผู้บริโภคตอบรับล้นหลาม ยอดพุ่งเติบโต 100% ยึดหลักการทำธุรกิจแฟชั่นแบบยั่งยืน (Sustainability) เล็งขยายกลุ่มลูกค้า และสาขาเพิ่ม ตั้งเป้าโตอีก 200% ภายในปีนี้ เตรียมรุกตลาดผู้ชาย-เด็ก และต่างจังหวัด

จะเห็นได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสภาพคล่องทางเศรษฐกิจของเมืองไทยส่งผลให้หลายธุรกิจทำยอดได้ไม่เป็นไปตามเป้า  โดยสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะคนไทยมักหันมาลงทุนกับสิ่งที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่า ส่งผลให้รูปแบบธุรกิจ Sharing Economy สามารถเติบโตต่อเนื่องสวนกระแสกับเศรษฐกิจประเทศไทย โดย ‘บีชู รันเวย์’ (Bchu Runway)  ธุรกิจเช่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดัง ที่นับเป็นหนึ่งในแบรนด์น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากเปิดตัวมาเพียง 2 ปี ก็ได้การตอบรับอย่างล้นหลาม สามารถดันยอดพุ่งให้เติบโตได้ถึง 100% ภายใต้การบริหารงานของ ศิตา ชุติภาวรกานต์ กรรมการบริหาร บริษัท บีชู กรุ๊ป จำกัด ที่เผยว่าก่อนเริ่มต้นก่อตั้งแบรนด์ได้ศึกษามาแล้วว่าพฤติกรรมผู้บริโภคของไทยจะเริ่มเปลี่ยนมาสนใจในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) กันมากขึ้น เพราะทุกคนเริ่มตระหนักถึงการลดใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง ทำให้ผู้บริโภคลดการซื้อของใหม่ที่ไม่คุ้มค่า เพราะไม่อยากฟุ่มเฟือย และหันมาเช่ามากขึ้น




ศิตา ชุติภาวรกานต์ กล่าวถึงแนวคิดหลักในการสร้างธรุกิจให้ประสบความสำเร็จว่า “สิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในการทำธุรกิจคือ การบริการลูกค้า เราอำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้าครบทุกด้าน ถ้าเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะใส่ชุดแบบไหน จะมีทีมสไตล์ลิสต์คอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด สำหรับลูกค้าที่สั่งเช่าทางออนไลน์ก็มีบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ หรือถ้าอยากลองชุดก่อนก็สามารถจองแล้วเข้ามาลองที่ร้านได้ รวมไปถึงทีมออนไลน์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าลูกค้ามีฟีดแบคอะไรเข้ามา ทีมจะตอบกลับทันทีภายใน 15 นาที คือฝ่ายบริการลูกค้าต้องสแตนบายตลอดเวลา เพราะทุกปัญหาของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดการบอกต่อแบบ Word of mouth ทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเรื่องเทรนด์แฟชั่นที่เราก็ให้ความสำคัญมากเช่นกัน เพราะแฟชั่นเป็นสิ่งที่ต้องอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าที่เขาเข้ามาใช้บริการก็จะได้มีชุดใหม่ๆ ให้เลือกไม่ซ้ำ เพราะเดี๋ยวนี้เทรนด์แฟชั่นมาไวไปไว บางคนใส่ชุดถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียครั้งเดียว ก็ไม่อยากใส่ซ้ำแล้ว เราวาง Position ตัวเองไว้ไม่ให้เหมือนกับร้านเช่าแบบเดิมๆ ด้วย เสื้อผ้าจากทุกแบรนด์เรานำเข้ามาแบบถูกลิขสิทธิ์ สิ่งนี้ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นที่จะเลือกใช้บริการเรา”

‘บีชู รันเวย์’ (Bchu Runway) แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำในรูปแบบตัวแทนเช่าอย่างเป็นทางการที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ผ่าน 3 ขั้นตอนการใช้บริการง่ายๆ เพียง ‘เช่า-สวมใส่-ส่งคืน’ โดยทางแบรนด์ได้คัดสรรเสื้อผ้าจากฝีมือดีไซน์เนอร์ดัง ซึ่งถูกแบ่งออกตามประเภทการใช้งาน อาทิ ชุดสำหรับไปงานแต่งงาน, ชุดเพื่อนเจ้าสาว, งานปาร์ตี้, งานกาล่าดินเนอร์,  ชุดสำหรับไปร่วมพิธีที่เป็นทางการ ไปจนถึงชุดสบายๆ ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกวัน (Everyday Look)




โดยปัจจุบันมีแบรนด์ภายใต้ บีชู รันเวย์ ถึง 700 แบรนด์ รวมกว่า 50,000 ชุด ที่สามารถเลือกชมทั้งหมดได้ในเว็บไซต์ www.bchurunway.com และบางส่วนถูกกระจายไปยังหน้าร้านทั้ง 2 สาขา ได้แก่ สาขาหมู่บ้านดิสทริค ศรีวรา ซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และสาขา สยามสแควร์ ซอย 3 เหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งทางแบรนด์ยังเพิ่มบริการแต่งหน้าทำผมครบวงจร ‘บีชู โบลว์ บาร์’ (Bchu Blow Bar) ด้วยผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมของ บัลแมง ปารีส แฮร์ กูตูร์ (Balmain Paris Hair Couture) และอาวร์กลาส (Hourglass) เครื่องสำอางสัญชาติอเมริกัน ที่พร้อมแปลงโฉมลูกค้าทุกคนให้ดูดีโดยทีมช่างมากฝีมือ พร้อมบริการสไตล์ลิสส่วนตัวที่จะมาช่วยให้คำแนะนำในการเลือกเสื้อผ้ากับลูกค้า รวมถึงห้องรับรองพิเศษสำหรับท่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเข้าใช้บริการ และเร็วๆ นี้ ยังเตรียมเปิดสาขาใหม่ซึ่งเข้าห้างฯ เป็นสาขาแรกที่สยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อกระจายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะในห้างฯ หาที่จอดรถง่าย สามารถเข้ามาเปลี่ยนชุดแล้วออกงานได้เลย

สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารกับลูกค้าผู้บริหารสาวเผยว่าใช้สัดส่วนการโปรโมททางออนไลน์สูงถึง 80% โดยแบ่งเป็นช่องทางอินสตาแกรม, เฟซบุ๊ค, เว็บไซต์, แอปพลิเคชั่น และไลน์แอดของทางแบรนด์ รวมไปถึงการทำประชาสัมพันธ์ในสื่อหลัก และการใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการช่วยโปรโมท ส่วนอีก 20% จะเป็นการโปรโมททางป้ายโฆษณาในเมือง การวางโบรชัวร์ไว้ตามโรงแรมเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว ไปจนถึงปลายปีนี้ที่วางแผนออกป๊อปอัพ สโตร์ ไปตามหัวเมืองหลักในโซนต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต เพื่อทดลองตลาดและความสนใจของลูกค้าต่างจังหวัด




“ออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงคนได้เร็วและมากที่สุด เพราะในหนึ่งวันเรามีฐานลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งแสนคน และเกิดการเช่าจริงกว่าหมื่นรายต่อหนึ่งเดือน แบ่งเป็นลูกค้าในเมือง 60% และลูกค้าต่างจังหวัด 40% โดยลูกค้าต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะรู้จักแบรนด์จากการที่อินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมท ในปีนี้ก็เลยมีแผนที่อยากจะออกป๊อปอัพ สโตร์ ตามต่างจังหวัด เพื่อเช็คตลาดในการกระจายสาขาในอนาคต เพราะพฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงไทยตอนนี้ จะไม่ได้ช็อปปิ้งมากเท่าแต่ก่อน คนเริ่มเข้าใจเทรนด์รักษ์โลกมากขึ้น กลับมาบริโภคกันแบบประหยัด และคุ้มค่า”

นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังเตรียมขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้ชาย โดยเริ่มจากชุดสูทของแบรนด์ Mr. Tux ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และวางแผนเพิ่มอินเตอร์แบรนด์อื่นๆ เข้ามาอีกในอนาคต รวมทั้งจะเปิดตลาดชุดเช่าออกงานสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 2-3 ปี ขึ้นไป เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าแบบครอบครัว พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจรูปแบบ Sustainability ด้วยการวางแผนทำโปรเจคร่วมกับสหประชาชาติ (United Nations) เพื่อสร้างเข้าใจให้กลุ่มลูกค้าตระหนักถึงการรักษ์โลกมากขึ้น

โดยในปีนี้ทางบริษัทตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตอีก 200% ซึ่งตอนนี้ก็มีแคมเปญบุฟเฟต์ที่จัดขึ้นให้ลูกค้าสามารถเช่าชุดกี่ชุดก็ได้ ในราคาเพียง 4,999 บาทต่อเดือน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พร้อมวางแผนยกระดับให้เป็นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ในอนาคตด้วยการแตกไลน์ทำคาเฟ่หรือร้านอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างครบวงจร



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: