Variety Update :

แบรนด์นาฬิกาหรู มิโด จับมือ Red Bull เตรียมจัดแข่งกระโดดน้ำบนหน้าผาชิงแชมป์โลก



แบรนด์เรือนเวลาหรูสัญชาติสวิส ‘มิโด’ (Mido) จับมือร่วมกับ ‘เรดบูล’ (Red Bull) จัดกิจกรรมการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาชิงแชมป์โลก ‘มิโด เอ็กซ์ เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์ 2019’ พร้อมแนะนำเรือนเวลาคอลเลกชั่นสุดพิเศษสำหรับคนรักการดำน้ำ ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’

สร้างความตื่นเต้นเร้าใจไปกับกิจกรรมการแข่งขันที่ได้รับความนิยมและสนใจจากผู้คนทั่วโลก ในการแข่งขัน ‘เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์’ (Red Bull Cliff Diving World Series) รายการแข่งกระโดดน้ำบนหน้าผาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก โดยล่าสุดแบรนด์เรือนเวลาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้จับมือร่วมกับพันธมิตรผู้จัดการแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ‘เรดบูล’ (Red Bull) จัดการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาชิงแชมป์โลก ‘มิโด เอ็กซ์ เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์ 2019’ (Mido X Red Bull Cliff Diving World Series 2019) สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมทั่วโลก พร้อมแนะนำเรือนเวลาคอลเลกชั่นสุดพิเศษที่ชื่อว่า ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) สุดยอดนาฬิกาดำน้ำที่รังสรรค์จากเทคโนโลยีอันทันสมัย

‘มิโด’ (Mido) หนึ่งศตวรรษแห่งความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความยอดเยี่ยมในโลกแห่งเวลา แบรนด์นาฬิกาในเครือ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท Mido G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน รวมถึงความเที่ยงตรงสูงซึ่งได้รับการรับรองจาก Contrôle Official Suisse des Chronomètres (Official Swiss Chronometer Testing Institute) หรือ COSC.

มร.ฟรานซ์ ลินเดอร์ (Mr.Franz Linder) ประธานบริหารแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้กล่าวถึงการเป็นพันธมิตรร่วมกับ ‘เรดบูล’ (Red Bull) ในจัดการแข่งขันในครั้งนี้ว่า ‘เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการร่วมกับทาง ‘เรดบูล’ (Red Bull) ในการจัดการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาครั้งนี้ ด้วยความหลงใหลและความภาคภูมิใจที่ทั้ง ‘มิโด’ และ ‘เรดบูล’ มีคล้ายกันคือ การเอาชนะตนเอง พร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความสมบูรณ์แบบ และพร้อมที่จะร่วมแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ออกไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้ ผ่านการแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาซึ่งเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ต้องอาศัยความเที่ยงตรงและความแม่นยำอย่างสุดฝีมือของนักกีฬาเอง ได้สะท้อนถึงความสอดคล้องเช่นเดียวกับความโดดเด่นของเรือนเวลาในคอลเลกชั่นต่างๆ จากแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำที่ถือเป็นสุดยอดของเรือนเวลา’

การแข่งขันกระโดดน้ำบนหน้าผาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ‘มิโด เอ็กซ์ เรดบูล คลิฟฟ์ ไดฟ์วิ่ง เวิลด์ ซีรีส์ 2019’ (Mido X Red Bull Cliff Diving World Series 2019) เป็นเวทีในการนำเสนอความตื่นเต้นและเร้าใจของการกระโดดน้ำบนหน้าผาแบบไร้อุปกรณ์ในการป้องกันตัว (Free-Fall) และเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง เพราะรวบรวมนักกีฬาชั้นเยี่ยมที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ซึ่งในครั้งนี้จัดเป็นซีซั่นที่ 11 ของการแข่งขัน บรรดานักกีฬาจากทั่วโลกได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อแสดงความสามารถของตัวเองในการกระโดดน้ำผ่านทางท่าต่างๆ ทั้งการพุ่ง บิดเกลียว หรือท่าตีลังกาจากความสูง 27 เมตร และพุ่งลงสู่พื้นน้ำด้วยความเร็ว 85 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นทั้งหมด 7 สนามแข่งทั่วโลก ได้แก่ เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์, เมืองโพลิกนาโน อามาเร่ ประเทศอิตาลี, เกาะเซามีแกล ในหมู่เกาะอะโซร์ส ประเทศโปรตุเกส, เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน, เมืองมอสตา สหพันธ์บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และเมืองบิลเบา ประเทศสเปน พร้อมแนะนำ 2 นักกีฬาชื่อดังที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในแวดวงกีฬากระโดดน้ำบนหน้าผาที่จะเข้าร่วมเป็น Friends of the Brand กับแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ได้แก่ โจนาธาน ปาเรเดส (Jonathan Paredes) จากประเทศเม็กซิโก และ อเลสซานโดร เดอ โรส (Alessandro De Rose) จากประเทศอิตาลี



โดยครั้งนี้ ‘มิโด’ (Mido) ได้แนะนำเรือนเวลาสำหรับคนชื่นชอบการดำน้ำที่ถือเป็นคอลเลกชั่นตัวท็อปของแบรนด์อย่าง ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) ถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรแห่งความเป็นเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ โดยคอลเลกชั่น ‘โอเชี่ยน สตาร์ ไดฟ์เวอร์ 600’ (Ocean Star Diver 600) ถือเป็นที่สุดของความเที่ยงตรงและความแม่นยำ นาฬิกาดำน้ำชั้นเยี่ยมที่ผสมผสานเทคโนโลยีความเที่ยงตรงระดับสูงและความทนทานในการใช้งาน โดยตัวนาฬิกาได้ผ่านการทดสอบและได้รับมาตรฐาน ISO 6425 ในการกันน้ำ และสามารถทนแรงดันน้ำได้ถึง 600 เมตร มาพร้อมกับระบบวาล์วฮีเลียม (Helium Valve) ช่วยระบายก๊าซฮีเลียมเพื่อปรับแรงดันภายในหน้าปัด ด้านตัวเรือนนาฬิกาขนาดหน้าปัด 43.5 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลสสตีลขัดสลับลวดลายซาตินและขัดเงา พร้อมกับเคลือบ DLC สีดำสุดทันสมัย สำหรับขอบตัวเรือนนั้นมีการติดตั้งขอบเบเซิล (Bezel) หมุนทิศทางเดียวแบบเซรามิกที่มีตัวเลขชัดเจน พร้อมเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา เกรด เอกซ์ (Super-LumiNova Grade X) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรืองแสงที่ยอดเยี่ยมใช้ในการมองเห็นใต้น้ำได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำมากยิ่งขึ้น สำหรับด้านข้างของตัวเรือนในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ถูกออกแบบให้มีร่องขนาดเล็ก 2 ตำแหน่งเพื่อระบายน้ำส่วนเกินที่ขังอยู่ในระบบควบคุมการหมุนของขอบตัวเรือนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการกัดกร่อนของน้ำทะเล โดยเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีได้รับการขัดแต่งแบบซาตินและแบบไดมอนด์-คัทให้มีเส้นสายที่เฉียบคมและมีรูปทรงที่สามารถมองเห็นได้ง่ายเวลาอยู่ใต้น้ำที่มืดมิด พร้อมช่องวันที่ (Date) ในตำแหน่งที่ 3 นาฬิกาบนหน้าปัด เข้าคู่กับสายสแตนเลสสตีลสุดแข็งแรงหรือสายยางสีดำที่มีตัวรัดสายเป็นแบบเข็มยึดรูสายทำให้ทนทานต่อแรงดันน้ำได้ดี และตัวเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 80 ในการสำรองพลังงานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมความโดดเด่นของตัวใยลานที่ผลิตจากซิลิคอน ช่วยทำให้นาฬิกามีความเที่ยงตรงและความทนทานจากแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก ปิดครอบฝาหลังที่มีการสลักลวดลายปลาดาว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของนาฬิกาในคอลเลกชั่นโอเชี่ยน สตาร์ (Ocean Star)

นอกจากนี้ทางแบรนด์ ‘มิโด’ (Mido) ยังได้แนะนำเคล็ดลับในการเลือกนาฬิกาสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมดำน้ำ โดยเริ่มจาก ประสิทธิภาพในการกันน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะนาฬิกาที่มีประสิทธิภาพและได้รับมาตรฐานการรับรอง ISO 6425 ที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดและทดสอบการใช้งานใต้น้ำอย่างจริงจัง รวมทั้งสามารถทนแรงดันน้ำได้เป็นอย่างดีด้วย ซึ่งส่วนมากจะมีคำว่า Diver ปรากฏบนนาฬิกาด้วย เพื่อเป็นการการันตีในประสิทธิภาพเหมาะสำหรับการดำน้ำ


หรือเลือกจาก วัสดุสายของนาฬิกา ซึ่งส่วนใหญ่สายนาฬิกาดำน้ำมักจะทำจากวัสดุอย่างเช่น สแตนเลสสตีล หรือยาง ซึ่งแตกต่างด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสายสแตนเลสสตีล จะมีความโดดเด่นที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิมและไม่ขาดง่าย และสามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ส่วนสายยางที่ทำจากยางชนิดพิเศษ สามารถยืด-หดได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง สวมใส่แล้วให้สัมผัสที่นุ่มสบาย และยังมีน้ำหนักที่เบากว่าสายสแตนเลสสตีล

ต่อมาดูจาก สารเรืองแสงบนหลักเวลาและเข็มนาฬิกา เพราะจะช่วยในการมองเห็นใต้น้ำที่มืดสนิท อย่างเข็มนาฬิกาที่เคลือบด้วยสารเรืองแสงแบบซูเปอร์ ลูมิโนวา เกรด เอกซ์ (Super-LumiNova Grade X) ที่ถือเป็นนวัตกรรมการเรืองแสงที่ยอดเยี่ยมเหมาะสำหรับนาฬิกาที่ใช้ในการดำน้ำเป็นอย่างมาก

และสามารถเลือกด้วยคุณสมบัติพิเศษอย่างระบบ ฮีเลียม วาล์ว (Helium Valve) ในการปรับแรงดันภายในหน้าปัด เพราะเมื่อดำน้ำลึกโมเลกุลของก๊าซฮีเลียมที่สะสมอยู่ในตัวนาฬิกาจะเปลี่ยนแปลงและขยายตัวสูงขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน และมักจะเกิดขึ้นเมื่อขึ้นสู่ผิวน้ำ ทำให้แรงดันจากข้างในตัวเรือน และสามารถทำให้นาฬิการะเบิดหรือกระจกหน้าปัดหลุดกระเด็นออกมาได้ ซึ่งระบบฮีเลียม วาล์วนี้จะช่วยระบายก๊าซฮีเลียมออกและลดความเสียหายจากแรงดันด้วย


 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: