Variety Update :

องค์การอนามัยโลก อาจเปลี่ยนความคิดเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยสำหรับคนทั่วไป



องค์การอนามัยโลก อาจเปลี่ยนความคิดเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยสำหรับคนทั่วไป

เมื่องานวิจัยชิ้นหนึ่งในสหรัฐฯ ชี้ว่า การไอและการจามสามารถแพร่ละอองไปได้ไกลถึง 6-8 เมตร ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องกลับมาประเมินว่าคนทั่วไปควรใส่หน้ากากอนามัยกันหรือไม่

ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ให้อยู่ห่างจากคนไอหรือจาม 1 เมตร เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงติดเชื้อ โดยคนที่ป่วยและมีอาการควรใส่หน้ากากอนามัย ส่วนคนทั่วไปที่สุขภาพดีไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก ยกเว้นคนที่เป็นผู้ที่ดูแลคนอื่นที่มีอาการ และย้ำว่าหน้ากากอนามัยจะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้และนำไปทิ้งอย่างถูกวิธี และก็ต้องล้างมือเป็นประจำควบคู่ไปด้วย

ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ แนะนำว่าให้ทิ้งระยะห่างกับคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตร โดยคำแนะนำนี้อิงจากหลักฐานว่าไวรัสสามารถแพร่ระบาดผ่านละลองเสมหะ เข้าใจกันว่าละอองของเหลวเหล่านี้จะระเหยหายไป หรือตกลงที่พื้นใกล้ ๆ คนไอหรือจาม

แต่จากผลวิจัยชิ้นใหม่จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ (เอ็มไอที) ที่พบว่า การไอสามารถพาละอองของเหลวเดินทางไปได้ถึง 6 เมตร ส่วนการจามพาละอองของเหลวไปได้ถึง 8 เมตร นั่นหมายความว่า การที่แนะนำให้คนเรามีระยะห่างทางสัมคม หรือ social distancing ประมาณ 1-2 เมตร อาจจะไม่พอ เพราะเวลาคนเราหายใจออก ไอ หรือจาม จะมีกลุ่มแก๊สที่ห่อหุ้มละอองของเหลวไว้ และพามันเดินทางไปได้ทั่วห้อง


ด้วยเหตุนี้ การใส่หน้ากากอนามัยช่วยจึงลดความเสี่ยงได้สำหรับการอยู่ในห้องที่ไม่มีระบบการหมุนเวียนอากาศที่ดี แม้ว่าหน้ากากบาง ๆ บางประเภทไม่สามารถสกัดละอองของเหลวไม่ให้เข้าสู่ร่างกายเราได้ แต่มันก็สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของกลุ่มแก๊สนั้นให้ไปข้าง ๆ ได้ แทนที่จะมาตรง ๆ ได้

การใช้หน้ากากอนามัยเป็นที่นิยมในไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งส่วนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) กำลังประเมินเรื่องนี้อยู่

ที่ออสเตรีย ตอนนี้ตำรวจใส่หน้ากากอนามัยแล้ว และคนที่ต้องพูดคุยกับตำรวจต้องใส่ด้วย และก็มีการบังคับให้คนไปซูเปอร์มาร์เก็ตใช้ด้วย

ภาพคนใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยในยุโรปกำลังเปลี่ยนไป และคำแนะนำใหม่ขององค์การอนามัยโลกจะยิ่งเปลี่ยนความคิดของคนในประเทศต่าง ๆ


ข้อมูลจาก BBC Thai



 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: