Variety Update :

สวยแปลก หินเกล็ดพญานาคบนภูลังกา บ่งชี้พื้นที่เคยเป็นทะเลทรายมาก่อน

                                           ภาพ:กรมุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

สวยแปลก หินเกล็ดพญานาคบนภูลังกา บ่งชี้พื้นที่เคยเป็นทะเลทรายมาก่อน

นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ไขคำตอบ "หินเกล็ดพญานาค" บนภูลังกา จ.บึงกาฬ ที่บ่งชี้ว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลทรายอายุ 70 ล้านปีมาก่อน โดยชั้นหินที่แตกคล้ายเกล็ดพญานาค เกิดจากการแตกผิวหน้าของหินหรือซันแครก (Suncrack) ระหว่างหินทราย กับหินทรายเนื้อแป้ง

นายสุวภาคย์ อิ่มสมุทร ผอ.กองอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอสว่า เมื่อช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้กรมทรัพยากรธรณี เคยเข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณภูทอก ภูวัว ภูสิงห์ หรือหินสามวาฬมาแล้ว พบลักษณะทางธรณีวิทยา เป็นหินทรายอายุ 75-80 ล้านปี เป็นหินที่เกิดในสมัยก่อนประเทศไทยเคยเป็นทะเลทรายโบราณ โดยพื้นที่มีหิน 2 แบบสลับชั้นกันที่ความหนาประมาณ 200 เมตร

ลักษณะโดยทั่วไปของหินในบริเวณนี้ มีชื่อทางวิชาการว่า “หมวดหินภูทอก” ประกอบด้วยหินสลับเรียงเป็นชั้นรวม 2 ชนิด ได้แก่หินทรายเนื้ออาร์โคส กับหินทรายแป้งเนื้อปนปูน เมื่อหินยกตัวขึ้นเป็นภูเขา น้ำฝนจะกัดกร่อนเฉพาะชั้นหินทรายแป้งเนื้อปนปูน เนื่องจากมีเนื้อหินที่ละลายน้ำได้ จึงทำให้พบชั้นเว้าเป็นลักษณะคล้ายถ้ำขนานยาวไปตามภูเขา สลับกับชั้นหินทรายซึ่งเป็นชั้นหินนูนเด่นมา และเป็นลักษณะทั่วไปของภูเขาในบริเวณนี้

                                          ภาพ:กรมุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

“เรียกว่าหินทรายเนื้ออาร์โคส กับหินทรายแป้งเนื้อปนปูน สลับชั้นกัน จะเห็นว่าภูเขาทุกลูกจะมีชั้นสลับกัน บางทีเว้า และนูน ถ้าแบบเว้าจะเป็นถ้ำจะเป็นหินทรายเนื้อปนปูน และละลายน้ำได้ ทำให้เป็นรอยเว้า”

เมื่อถามว่าจุดที่เจอเหมือนเกล็ดพญานาค อธิบายทางธรณีวิทยาอย่างไร

ผอ.กองอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรณี กล่าวว่า หินเกล็ดพญานาคจุดที่เกิดขึ้นมีอายุ 1 แสนปี ถ้าหินทรายที่สมานกันแน่น และถ้าตอนนั้นเกิดภูเขาแล้วทำให้ชั้นหินทรายบางขั้นที่สมบูรณ์จะมีการแตกตัวกันได้ ที่เรียกว่า ซันแครก (Suncrack) เกิดจากการแตกผิวหน้าของหิน


เนื่องจากการมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างในวลากลางวัน และกลางคืนอย่างรวดเร็ว ทำให้หินเกิดขยายตัว และหดตัวสลับกันไปมา จนแตกเป็นรูปคล้ายหกเหลี่ยม ต่อมามีการผุพัง และการกัดเชาะโดยน้ำและเกิดการลบเหลี่ยมบริเวณนี้เห็นเป็นลักษณะเหมือนหมอนที่วางช้อนกันเป็นชั้นขนานไปกับแนวชั้นหิน

“หากมองในทุกมุมจะดูเหมือนผิวน้อยหน่ามากกว่า สำหรับการเกิดของซันแครกน่าจะไม่เกิน 1 แสนปีผ่านมา และเหตุผลที่พบในชั้นหินเป็นบางชั้น เนื่องจาก ซันแครก สามารถเกิดได้เฉพาะชั้นหินทรายที่มีความเฉพาะ จึงมีลักษณะที่แปลก”

                                          ภาพ:กรมุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน และจะมีความคงทนหรือไม่

นักธรณีวิทยา กล่าวว่า หินลักษณะแบบนี้ไม่ควรแตะต้อง เพราะในต่างประเทศ ถ้าเจอลักษณะที่ประหลาดแบบนี้เขาจะมีการทำเส้นทางเดิน ให้นักท่องเที่ยวเดินไปและห่างหิน เพราะมันจะเป็นร่องคล้ายกันอยู่แล้ว

“แต่ไม่แนะนำให้นักท่องเที่ยวแต่ถ้าไปลูบคลำจะเสียหาย เพราะการที่เกิดซันแครก เป็นคำตอบของการผุกร่อนโดยการสึกของผิว เพราะจุดที่เกิดซันแครกจะมีสภาพเหมือนกาบหินเปลือกหินที่รอวันสลายเป็นดินจะลอกคล้ายกะหล่ำปลี”

นักธรณีวิทยา กล่าวอีกว่า ส่วนความเชื่อเรื่องพญานาคในพื้นที่ภาคอีสานและในส่วนของสปป.ลาวมีเยอะ เราไม่ลบหลู่มีคำอธิบายทางวิชาการว่า ในอดีตพื้นที่บริเวณบึงกาฬ บึงโขงหลง ในฝั่งไทย และเขตอุดมไชย หรือบอลิคำไซ สปป.ลาว แต่เดิมก็เคยเป็นทะเลทรายโบราณผืนใหญ่ ภายหลังจึงมีแม่น้ำโขงมากั้นทำให้ 2 ประเทศแยกกัน ดังนั้นชุดหินที่สำรวจทั้งฝั่งไทย (ตัวพญานาค) และที่ฝั่งลาว (หัวพญานาค) ก็เป็นหินลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ต่างกันในรายละเอียด จึงทำให้มีรูปลักษณ์ปัจจุบันไม่เหมือนกัน  ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีจะเข้าไปสำรวจสภาพพื้นที่หินบนภูลังกา เพิ่มเติมอีกครั้ง

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่าแหล่งธรณีวิทยาที่มีความโดดเด่นบริเวณป่าภูสิงห์ จัดอยู่ในประเภทแหล่งธรณีสัณฐานที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์ โดย “หมู่หินภูทอกน้อย” ซึ่งเป็นหน่วยหินเพียงหน่วยเดียวในประเทศไทยที่แสดงถึงหลักฐานทางธรณีประวัติว่าในช่วง 75 ล้านปีที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยเคยเป็นทะเลทรายมาก่อน โดยมีจุดที่โดดเด่น 9 แห่ง ได้แก่ ลานธรรมภูสิงห์ จุดชมวิวลานธรรม กําแพงหินภูสิงห์ หินสามวาฬ ลานหินลาย ถ้้ำใหญ่ หินรถไฟ สะพานหินภูสิงห์ และส้างร้อยบ่อ



 ที่มา  news.thaipbs


 


 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: