Variety Update :

รู้จัก ไข้หวัดใหญ่สเปน โรคระบาดหนักเมื่อ 100ปีก่อน คร่าชีวิตผู้คนไปราว 50ล้านคน

                                                                     Getty Images

เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ "ไข้หวัดใหญ่สเปน" ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ไข้หวัดใหญ่สเปน เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ซึ่งได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกในช่วงท้ายๆ ของสงครามโลกครั้งที่ 1 คือระหว่างปี 1918-1919 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึงราว 50 ล้านคน ซึ่งมากกว่ายอดของทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึง 3 เท่า กลายเป็นโรคติดต่อที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดนับแต่เหตุการณ์ Black Death หรือกาฬมรณะ ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคสมัยศตวรรษที่ 14 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 75-100 ล้านคน

เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มรณะชนิดนี้มีต้นตอการระบาดครั้งนั้นที่ประเทศสเปน จึงมีชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish flu) และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ได้กลับมาระบาดใหม่อีกครั้งในปี 1977-1978 โดยมีต้นตอที่รัสเซีย จึงถูกเรียกว่าไข้หวัดใหญ่รัสเซีย (Russian flu)

ทฤษฎีของนักวิจัยหลายคนเชื่อว่ากองทหารสหราชอาณาจักรและโรงพยาบาลสนามในเมืองเอตาปล์ (Étaples) ในฝรั่งเศสเป็นจุดกำเนิดของไข้หวัดใหญ่สเปน ทีมนักวิจัยอังกฤษนำโดยจอห์น ออกซ์ฟอร์ด (John Oxford) นักวิทยาไวรัสได้ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1999 ว่า ในปลายปี ค.ศ. 1917 นักพยาธิวิทยากองทัพรายงานว่ามีโรคใหม่ที่มีอัตราการตายสูงซึ่งต่อมาพวกเขาได้ยืนยันว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ค่ายและโรงพยาบาลที่แออัดเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการแพร่กระจายของไวรัสระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยเคมีและจากการโจมตีอื่นๆในสงครามนับพันราย และมีทหารกว่า 100,000 คนผ่านค่ายทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีหมูและสัตว์ปีกซึ่งถูกซื้อเข้ามาเป็นประจำเพื่อเป็นเสบียงอาหารจากหมู่บ้านโดยรอบ ออกซ์ฟอร์ดและทีมของเขาตั้งสมมติฐานว่าไวรัสมีต้นกำเนิดจากนก เกิดการกลายพันธุ์และแพร่ไปยังสุกรที่อาศัยอยู่ใกล้กัน

ค่ายทหารที่หนาแน่นและการเคลื่อนย้ายทหารจำนวนมากในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดและเพิ่มอัตราการตาย สงครามได้เพิ่มความร้ายแรงของไวรัส คาดการณ์ว่า เพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคของทหารอ่อนแอลงเนื่องจากการขาดสารอาหาร ความเครียดจากการต่อสู้ และการโจมตีทางเคมี

ปัจจัยหลักในการเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกนี้คือการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ระบบการขนส่งสมัยใหม่ทำให้ทหาร กะลาสีและพลเรือนเดินทางได้ง่ายขึ้นและแพร่กระจายโรคได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน อีกประการหนึ่ง คือการโกหกและการปฏิเสธจากรัฐบาลทำให้ประชากรไม่พร้อมที่จะรับมือกับการระบาด


นักวิทยาศาตร์บางคนเชื่อว่า โอกาสที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะกลับมาแพร่ระบาดครั้งใหญ่ยังอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยีต่าง ๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือการระบาดครั้งใหญ่ได้ดีกว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

                                                         Image : CNN

อาการป่วย

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกหนาว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร แต่ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหายป่วยในช่วง 5-7 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

การรักษาส่วนมากเป็นการรักษาตามอาการ อย่างไรก็ตามแพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

แน่นอนว่าโรคไข้หวัดใหญ่แพร่เชื้อผ่านเชื้อไว้รัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ดังนั้นการไอจาม หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน จึงทำให้มีโอกาสติดโรคได้

ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ (H1N1 และ H3N2) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบได้มากที่สุด และมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน รองลงมา ได้แก่ ชนิดบี และซี ตามข้อมูลจากสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่

ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่มักเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้เสมอ ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติของไว้รัสเองหรือจากการผสมข้ามสายพันธุ์

การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมักเกิดขึ้นเมื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากสัตว์ และทำให้คนส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ดังเช่นที่เคยเกิดเหตุ "ไข้หวัดหมูระบาด" ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเม็กซิโก ก่อนแพร่กระจายไปยัง 171 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2552

การรับวัคซีน

คนส่วนมากมักมีภูมิคุ้มกันไข้หวัดอยู่บ้างจากการที่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีนมาก่อน อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนนอกจากจะช่วยลดโอกาสป่วยแล้ว ยังช่วยให้ลดความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นอีกด้วย

ส่วนคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขก็คือ ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม รวมถึงใส่หน้ากากอนามัย , ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ราวบันได และราวบนรถโดยสาร , หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และสถานที่แออัด , แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ


ที่มา  BBC Thai , wikipedia


 


 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: