Variety Update :

วิกฤษโรคระบาด อาจเป็นตัวเร่งให้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์หรือไม่

                                                  หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต /  UVD-ROBOTS

วิกฤษโรคระบาด อาจเป็นตัวเร่งให้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์หรือไม่

เมื่อโควิด-19 กำลังจะเปลี่ยนความนิยมของผู้บริโภค และเปิดทางให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับเครื่องจักรอัตโนมัติ เพราะบริษัททั้งขนาดใหญ่และเล็กกำลังเพิ่มรูปแบบการใช้งานหุ่นยนต์เพื่อตอบสนองต่อการรักษาระยะห่างทางสังคม และลดจำนวนพนักงานที่ต้องมาทำงาน นอกจากนี้ มีการใช้หุ่นยนต์ทำงานบางอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้จากการทำงานที่บ้านด้วย

วอลมาร์ต ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ใช้หุ่นยนต์มาขัดถูพื้น ส่วนที่เกาหลีใต้ก็มีการใช้หุ่นยนต์มาวัดอุณหภูมิและแจกเจลฆ่าเชื้อ

ยิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคนออกโรงเตือนว่า การรักษาระยะห่างทางสังคมอาจต้องมีต่อไปจนถึงปีหน้า ก็หมายถึงว่าจะมีความต้องการใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอีก

หุ่นยนต์ทำความสะอาด

ธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดย "ยูวีดี โรบอตส์ (UVD Robots)" บริษัทสัญชาติเดนมาร์กผู้ผลิตหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตก็เป็นหนึ่งในนั้น บริษัทส่งสินค้าหลายร้อยชิ้นไปยังโรงพยาบาลในจีนและยุโรป

ร้านขายของชำและร้านอาหารที่เปิดให้บริการแบบซื้อกลับบ้านก็หันมาใช้จักรกลเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เมื่อธุรกิจเปิดทำการอีกครั้ง คาดว่าเราจะได้เห็นการปรับใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่โรงเรียนหรือสำนักงาน

"ตอนนี้ลูกค้ากังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองและพนักงานมากกว่าเดิม" เบลก มอร์แกน ผู้เขียนหนังสือ The Customer of the Future กล่าว เธอบอกด้วยว่าการใช้เครื่องจักรกลทำให้หมดห่วงเรื่องสุขภาพ และลูกค้าก็อยากตอบแทนบริษัทที่ดำเนินการลักษณะนี้

แต่นางสาวมอร์แกนบอกว่ามันก็ยังมีข้อจำกัด เธอชี้ว่าในขณะที่เครื่องคิดเงินอัตโนมัติตามร้านค้าสามารถลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้ แต่มันก็ทำงานได้ไม่ราบรื่นนัก หรือบางทีก็พังง่าย ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะไปจ่ายเงินกับพนักงานที่เป็นมนุษย์มากกว่า

                                                    แอมะซอนกับหุ่นยนต์หลายพันตัวที่ทำงานในโกดัง / AFP


รักษาระยะห่างทางสังคม

ธุรกิจบริการอาหารก็เป็นอีกสาขาที่มีการใช้หุ่นยนต์มากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โดย "แมคโดนัลด์" เริ่มมีการทดลองใช้หุ่นยนต์ทำอาหารและให้บริการในร้าน ธุรกิจที่มีโกดังอย่าง "แอมะซอนหรือวอลมาร์ต" ก็ใช้หุ่นยนต์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพงาน การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ทั้งสองบริษัทเพิ่มการใช้งานหุ่นยนต์ในการจัดแยกสินค้า ส่งของ และจัดบรรจุภัณฑ์

วิธีนี้ก็อาจช่วยลดข้อร้องเรียนจากพนักงานทั้งหลายที่บอกว่าไม่สามารถรักษาระยะห่างจากเพื่อนร่วมงานในโกดังได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบอกว่า มันก็ทำให้พนักงานเหล่านี้ตกงานได้เหมือนกัน

เมื่อธุรกิจเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ตำแหน่งใดแล้ว ก็ยากที่จะมีการจ้างงานตำแหน่งนั้นอีก การผลิตหุ่นยนต์และผสานบทบาทของมันเข้ากับธุรกิจมีต้นทุนสูงกว่าการใช้มนุษย์ แต่เมื่อมันใช้งานได้จริงจนเห็นผลแล้ว มันมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้แรงงานมนุษย์

มาร์ติน ฟอร์ด บอกว่าการใช้หุ่นยนต์หลังพ้นวิกฤตโควิด-19 มีประโยชน์ทางด้านการตลาดด้วย "ผู้คนจะเลือกไปที่ที่มีพนักงานน้อยกว่าและมีเครื่องจักรกลมากกว่า เพราะพวกเขารู้สึกว่าโดยรวมแล้วมันมีความเสี่ยงน้อยกว่า" เขาอธิบาย

แล้วบทบาทในงานบริการที่ต้องมีคนคอยให้คำแนะนำจะเป็นอย่างไร

ขณะนี้มีการพัฒนาสมองกลเพื่อใช้ทดแทนงานประเภทติวเตอร์ ครูฝึกในฟิตเนส หรือแม้กระทั่งผู้ให้คำแนะนำด้านการเงิน

บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังขยายการใช้สมองกล ทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิลต่างพึ่งพาเทคโนโลยีสมองกลในการลบโพสต์ที่มีข้อความไม่เหมาะสม เพราะพนักงานที่ดูแลเนื้อหาของบริษัทไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาบางประเภทได้จากการทำงานที่บ้าน

หลายคนที่รู้สึกแคลงใจต่อหุ่นยนต์เชื่อว่ามนุษย์ปฏิบัติงานประเภทนี้ได้ดีกว่า แต่แนวคิดนี้อาจกำลังเปลี่ยนไป เพราะการล็อกดาวน์ทำให้คนเริ่มคุ้นชินกับการติดต่อสื่อสารทางไกล ครูฝึกหรือผู้ให้คำแนะนำที่อยู่บนหน้าจอไม่จำเป็นต้องเป็นคนจริง ๆ ก็ได้แต่ต้องสามารถคิดและทำได้เหมือนคนจริง

รายงานจากแมคคินซีย์ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกเมื่อปี 2017 เคยคาดไว้ว่าภายในปี 2030 แรงงานราว 1 ใน 3 ในสหรัฐอเมริกาจะถูกแทนที่ด้วยแรงงานจักรกล แต่สถานการณ์โรคระบาดก็อาจทำให้เส้นเวลาเปลี่ยนไปหมด และผู้เชี่ยวชาญบอกว่าสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับมนุษย์ที่จะตัดสินใจว่าต้องการหลอมรวมเทคโนโลยีเข้ากับโลกนี้อย่างไร


ที่มา  BBC Thai


 



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: