Variety Update :

เลื่อนเปิดภาคเรียนส่งผล ไร้ปิดเทอม ต.ค.63 และ เม.ย.64



เลื่อนเปิดภาคเรียนส่งผล ไร้ปิดเทอม ต.ค.63 และ เม.ย.64

รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีเลื่อนเปิดภาคเรียน เป็นวันที่ 1 ก.ค.นั้น ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในปี 2563 จะไม่มีการปิดภาคเรียนทั้งในเดือน ต.ค. 63 และ เม.ย. 64

วันนี้ (9 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการให้สถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่หนึ่ง ปีการศึกษา 2563 จากวันที่ 16 พ.ค.2563 เป็นวันที่ 1 ก.ค. 2563 นั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้เรียน ครู ผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอนออนไลน์

 “ต้องการกำหนดวันเปิดเรียนที่แน่นอน ไม่ว่าจะมีวัคซีนหรือไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ก็ตาม แต่หากมีวัคซีนป้องกันได้ ก็จะเปิดเรียนในห้องเรียนตามปกติ”

ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2563 จะไม่มีการปิดภาคเรียนที่ 1 ในเดือน ต.ค.2563 และเดือน เม.ย.2564 เนื่องจากมีการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ล่าช้าไปกว่า 2 เดือนแล้ว ดังนั้นจะต้องมีการจัดการเรียนการสอนให้ครบตามหลักสูตร


ส่วนการรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 จะเริ่มดำเนินการรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ ในเดือน พ.ค.2563 โดย ศธ.จะมีการตรวจสอบรายชื่อเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน เมื่อมีความพร้อมก็จะเปิดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ แต่หากช่วงนั้นไวรัสยังระบาด ก็จะหาวิธีจัดสอบแบบออนไลน์ ซึ่งการจัดสอบออนไลน์ยอมรับว่าเป็นวิธีการที่ยาก เพราะยังไม่มีสูตรสำเร็จ

อีกทั้งในช่วงเวลานี้จะเป็นการเตรียมความความพร้อมด้านทักษะการสอนออนไลน์ และความเข้าใจให้กับครู โดยจะแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ศธ.จะเริ่มปล่อยหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ผ่าน TV หลายช่อง เพื่อทดลองระบบการรับส่งสัญญาณในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อหาจุดบกพร่องและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมที่จะจัดหาอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีความเหมาะสม อาจจะเป็น Tablet หรือ Laptop ที่มีความแตกต่างจากที่เคยแจกในครั้งที่แล้ว โดยสามารถใช้เรียนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้การจัดหาอุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป โดย ศธ.ต้องบริหารจัดการงบประมาณภายในกระทรวงเอง ไม่ของบประมาณเพิ่ม


ที่มา  news.thaipbs


 


 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: