Variety Update :

คนไทยกับโรคเบาหวาน เพราะบริโภคน้ำตาลถึง 20 ช้อนชาต่อวัน



คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งสูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชา

เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม--โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามวัยและมีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในปัจจุบันผู้ป่วยด้วยอาการเหล่านี้มีมากขึ้นและเกิดกับคนที่อายุน้อยลง โดยสาเหตุหลัก ๆ เกิดมาจากพฤติกรรมการบริโภค

อาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยเพราะรสชาติอร่อยและถูกปาก แต่ผลกระทบของมันนั้นไม่ได้มีเพียงการเพิ่มของน้ำหนักตัว แต่ยังเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลง และค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น

การปรับขึ้นภาษีน้ำตาลกำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยกรมสรรพสามิต ถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ถึงแม้ว่าภาครัฐ จะปรับภาษี-ขึ้นราคาสินค้าทำลายสุขภาพเพื่อให้คนไทยหันมาบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แต่การปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลักในภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ก็ก่อให้เกิดคำถามว่า ภาครัฐต้องการส่งเสริมสุขภาพหรือต้องการได้เงินเพิ่มมากขึ้นกันแน่

ภาษีความหวาน

คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งสูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชา จนเป็นที่มาของการที่คนไทยมากกว่า 5 ล้านคน ป่วยเป็นโรคเบาหวานและต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิต

เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการบริโภคน้ำตาลเกินขนาด สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) มีมติเห็นชอบเสนอจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำผลไม้ โดยเริ่มทำการเก็บภาษีตามขั้นบันไดทุก ๆ 2 ปี มาตั้งแต่ ปี 2559 เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว

ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยหรือน้ำตาล 0 เปอร์เซ็นต์ออกมามากขึ้นเพราะไม่ต้องจ่ายภาษีตัวนี้ ทั้งนี้อัตราการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรก บังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 ถึง 30 ก.ย. 2562 ในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ และน้ำพืชผัก หากมีน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือครึ่งลิตร ไม่เสียภาษี

พอมาถึงช่วงที่สอง เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2564 จะเพิ่มอัตราการเก็บภาษีต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตรมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมยังคงเดิม แต่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 4 เท่าตัว

การขึ้นภาษีน้ำตาลอาจจะมีส่วนช่วยให้พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไปได้ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับความเคยชินในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด ให้อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

รศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกกับบีบีซีไทยว่า อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคในปัจจุบันมีผลทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเร็วก่อนวัยอันควรจากรสจัด ซึ่งต่างจากอาหารของคนไทยในสมัยก่อนที่เน้นผักและผลไม้มากกว่านี้ อีกทั้งรสชาติไม่ได้จัดจ้านเหมือนทุกวันนี้

"ลิ้นของเราเรียนรู้ที่จะรับรสสัมผัสได้ทุกรสตามธรรมชาติ และเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ลิ้นเราก็จะค่อย ๆ ปรับให้เคยชินกับรสชาตินั้น ๆ และเมื่อเราเคยชิน เราก็จะปรับรสชาติให้จัดขึ้นเพื่อให้ถูกปากของเรา ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่คนเราติดการรับประทานอาหารรสจัด จนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ตามที่เราได้เห็นในปัจจุบัน" รศ.ดร.ประไพศรี กล่าว

โรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจไม่แสดงผลทันทีหลังจากที่บริโภคอาหารรสหวาน มัน เค็ม แต่ในระยะยาวเมื่อมีการสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ก็จะทำให้โรคอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้

การปรับเพิ่มภาษีเพื่อสุขภาพโดยเริ่มจากน้ำตาลก่อนนั้นถือเป็นหนึ่งในมาตราการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการให้ความเห็น


 

 

ข้อมูลจาก BBC Thai

 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: