Variety Update :

รวบตึงวิกฤตเวเนซุเอลา เศรษฐกิจล่มเพราะประชานิยมสุดฤทธิ์

                         ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงของเวเนซุเอลา ทำให้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค

รวบตึงวิกฤตเวเนซุเอลา เศรษฐกิจล่มเพราะประชานิยมสุดฤทธิ์

เวเนซุเอลา (Venezuela) ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมันและพลังงานธรรมชาติ และยังเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง "นางงาม" อีกด้วย แต่ปัจจุบันนี้ "เวเนซุเอลา" กำลังอยู่ในจุดวิกฤติสูงสุดในด้านคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำ

ชาวกรุงการากัส และเมืองอื่น ๆ ของเวเนซุเอลา เผชิญปัญหาไฟฟ้าดับที่ทำให้น้ำประปาหยุดไหลต่อเนื่องมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว รัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกล่าวโทษกันและกันว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตขาดแคลนกระแสไฟฟ้าครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 24 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยประเทศมีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้ามาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว โดยเป็นผลมาจากระบบสาธารณูปโภคที่ล้มเหลว

อย่างที่ทราบกันว่า น้ำมันดิบคือแหล่งรายได้อันมหาศาลของ "เวเนซุเอลา" รัฐบาลส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกมากมาย คิดเป็นรายได้กว่า 95 % จากรายได้ทั้งหมดของรัฐ

ในปี 1999 ประชาชนชาวเวเนซุเอลาเลือก "นายฮูโก ชาเวซ" ขึ้นเป็นประธานาธิบดีด้วยนโยบายประชานิยม และรัฐบาลของเขาก็ใช้เงินไปกับโครงการประชานิยมเป็นจำนวนมาก เช่นการสนับสนุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศให้ถูกกว่าความเป็นจริงมาก หรือเลือกให้ประชาชนหยุดทำการเกษตรและนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแทน และยังกู้เงินจากรัสเซียกับจีน เพื่อนำมาใช้จ่ายในประเทศอีกด้วย

จากนั้นในปี 2003 นายชาเวซ ก็เข้าควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง" ของเวเนซุเอลา อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราถูกควบคุมให้คงที่โดยต้องทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านคนกลางของรัฐบาลเท่านั้น ทำให้กลไกของตลาดค่าเงินเปลี่ยนไป ประชาชนไม่สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราเองได้ จนนำไปสู่ตลาดมืดและการพังทลายของค่าเงินที่รัฐไม่อาจควบคุม

ในปี 2013 นายนายฮูโก ชาเวซ เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอด เขาได้เลือกให้นายมาดูโรขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด แต่ปธน.มาดูโร ก็ทั้งคอร์รัปชั่น, บริหารจัดการผิดพลาด, หนี้สูง จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังลง

รัฐบาลเวเนซุเอลา ใช้รายได้จากการขายน้ำมันมาสนับสนุนโครงการประชานิยมภายในประเทศมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดวิกฤติราคาน้ำมันในปี 2016 ที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำลงเหลือน้อยกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รายได้หลักของประเทศจึงลดต่ำและนำมาซึ่งวิกฤติของชาติในทันที แต่กระนั้นก็รัฐบาลก็ไม่สามารถระงับโครงการประชานิยมได้ เพราะนั่นคือนโยบายอันเป็นฐานเสียงหลักของนายมาดูโร

เมื่อรายได้ลดแต่รายจ่ายไม่ลด รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงแก้ปัญาหาด้วยการพิมพ์เงินออกมาใช้เพิ่ม และพิมพ์ออกมาถมในระบบเรื่อยๆ ทำให้เงินแทบจะไร้ค่า งานวิจัยที่ทำขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นถึง 1,300,000% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือน พ.ย. 2018 จนถึงสิ้นปีที่แล้ว ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าโดยเฉลี่ยทุก ๆ 19 วัน ทำให้เป็นเรื่องยากที่ชาวเวเนซุเอลาจะซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นได้ อาทิ อาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดร่างกาย

ต้องใช้เงินโบลิวาร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กว่าจะสามารถแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ จาก 8 โบลิวาร์ แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2010 แต่ในปี 2016 ชาวเวเนซุเอลาต้องใช้เงินถึง 8,000 โบลิวาร์ ถึงจะแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ประชาชนชาวเวเนซุเอลากำลังหิวโหย แบบสำรวจสภาพความเป็นอยู่ Encovi จากปี 2017 พบว่า 8 ใน 10 บอกว่าพวกเขารับประทานอาหารน้อยลง เพราะว่าที่บ้านมีอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากไม่มีเงินซื้อ ส่งผลให้สุขภาพของผู้คนพลอยแย่ไปด้วย คนส่วนใหญ่ (64.3%) บอกว่า พวกเขาน้ำหนักลดลงในปี 2017 โดยเฉลี่ย 11.4 กก. และเป็นคนยากจนที่น้ำหนักลดลงมากที่สุด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อมาลาเรียในเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับชาติอื่น ๆ ในละตินอเมริกา จากที่เคยเป็นประเทศแรกที่กำจัดโรคนี้สำเร็จเมื่อปี 1961 ตอนนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 10 ใน 24 รัฐ และยังมีรายงานถึงการขาดแคลนยาต้านเชื้อมาลาเรียทุกสายพันธุ์ด้วย

สหประชาชาติระบุว่า ตั้งแต่ปี 2014 ชาวเวเนซุเอลา 3 ล้านคนเดินทางออกจากประเทศ ส่วนใหญ่แล้วเดินทางเข้าไปยังโคลอมเบียประเทศเพื่อนบ้านก่อนจะไปยังเอกวาดอร์ เปรู และชิลี และส่วนอื่น ๆ เดินทางไปบราซิล


 

 

ที่มา  investerest.co และ BBC Thai

 

 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: