Variety Update :

เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมัน ผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม



เกออร์ก ชมิดท์ ทูตเยอรมันคนใหม่ ผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยคนใหม่ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้ว กลายเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง 2 เรื่องคือ การเสนอเชิญสมาชิกวง BNK48 มาพูดคุยถึงความน่ากลัวของเผด็จการนาซี และ การขับขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าไปตามท้องถนนในกรุงเทพฯ

หลังภาพของ "น้ำใส" พิชญาภา นาถา สมาชิกวง BNK48 สวมเสื้อมีตราสัญลักษณ์ "สวัสดิกะ" ขณะซ้อมคอนเสิร์ตปรากฏทางโลกออนไลน์ "ชมิดท์" ได้ทวีตข้อความและภาพเชิญสมาชิกวง BNK48 มาพูดคุยถึงความน่ากลัวของเผด็จการนาซี

"ตอนที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ผมตกใจเหมือนกับอีกหลายคน ไม่ได้โกรธ แต่คิดว่าเด็กคนนี้อาจไม่ทราบว่า ทำไมการกระทำของเขาจึงเกิดเสียงต้านมากขนาดนี้ เขาอาจไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้"

ไม่นานจากนั้น สมาชิก BNK48 คนดังกล่าว ได้มาร่วมพูดคุยกัน รวมถึงที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล พร้อมเกิดข้อเสนอว่า จะทำโครงการร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของโลกนี้

ส่วนในเรื่องความตระหนักของเขาในปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกนั้น ไม่ใช่เพียงการใช้สกูตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แต่ยังมีหลายโครงการที่เอกอัครราชทูตหน้าใหม่ผู้นี้กำลังดำเนินการในเมืองหลวงของประเทศไทยที่เพิ่งเผชิญกับภาวะอากาศเป็นพิษรุนแรง


เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย วัย 56 ปี ผู้ปรากฎตัวในเสื้อนอกสีเข้ม ผูกเนคไท สวมหมวกนิรภัย โดยมีพาหนะคู่ใจคือสกูตเตอร์ไฟฟ้า

ในฐานะผู้แทนประเทศที่ผลิตรถหรูชั้นนำของโลก ชมิดท์ มีรถประจำตำแหน่งเป็นบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีย์ 7 แต่พาหนะที่เขานิยมใช้มากกว่า หากเดินทางไปละแวกใกล้เคียง คือ ยานยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้า แบบ 2 ล้อ ทำความเร็วสูงสุด 25 กม./ชม.

"สกูตเตอร์ไฟฟ้า เป็นพาหนะที่ดีมาก สำหรับเดินทางระยะใกล้ ไม่สร้างมลพิษ รวดเร็ว แล้วยังพับเก็บเพื่อถือลงไปใช้รถไฟใต้ดินได้"

ชมิดท์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย บริเวณด้านหลังทำเนียบเอกอัครราชทูตที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้สีเขียวว่า "ช่วงที่ผมอยู่ในเยอรมนี นี่เป็นเรื่องปกติมาก เบอร์ลินยังเป็นเมืองจักรยานด้วย ผมปั่นจักรยานไปทำงาน ทำธุระบ่อย ๆ แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก"

ในวัยเรียน ชมิดท์เดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2523 ซึ่งตอนนั้น ยังไม่มีรถไฟฟ้า การเดินทางจึงค่อนข้างลำบาก กลับมาในไทยครั้งนี้ รถไฟฟ้าช่วยให้การสัญจรง่ายขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าแออัดมาก ดังนั้น ถ้าไม่ไกลนัก เขาเลือกใช้สกูตเตอร์มากกว่า

เขาระบุว่า เอกอัครราชทูตอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป นิยมปั่นจักรยาน และเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวที่ผู้คนพูดถึงกันนักในอินเทอร์เน็ต และชมิดท์ยอมรับว่า การแต่งตัวในชุดทางการขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าเป็นภาพที่หลายคนไม่คุ้นนัก

เมื่อพาหนะคู่ใจทูตกลายเป็นสกูตเตอร์คันเล็ก นรเสฏฐ์ สิธรประเสริฐ พนักงานขับรถประจำเอกอัครราชทูต จึงต้องหันไปช่วยงานอื่นในสถานทูตแทนเพื่อไม่ให้ว่าง


"ท่านใช้สกูตเตอร์ค่อนข้างมาก ไปถนนวิทยุ 1-2 กิโลเมตร ท่านก็บอกไม่ต้องใช้รถ ถ้าวันไหนมีมาดาม (ภริยา) ไปด้วย ก็จะห่วงมาดาม เลยต้องใช้รถคันใหญ่" นรเสฏฐ์เล่าให้ฟัง

เขาทำงานกับสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2527 เป็นสารถีให้เอกอัครราชทูตมาแล้วหลายคน แม้จะชื่นชม ชมิดท์ กับการเลือกวิธีเดินทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในใจอดเป็นห่วงไม่ได้ "อย่างที่รู้กัน การจราจรในบ้านเรามันไม่ปกติ มันวุ่นวาย กลัวว่าท่านอาจไม่เข้าใจนิสัยการขับรถของคนกรุงเทพฯ มันมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้"

ชมิดท์ ผู้ชอบเดินออกกำลังกายในวันว่าง บอกว่า การขี่สกูตเตอร์ของเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในนโยบายใหญ่ของสถานทูตที่ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมกันทำเพื่อลดมลพิษ และรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนใช้ถุงผ้าประจำตัว หรือการใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติกในโรงอาหารของสถานทูต

"เรายึดหลัก 3 R คือ Reduce, Reuse และ Rycycle (ลด-ใช้ใหม่-รีไซเคิล)"

ตอนนี้ เขายังดำเนินเรื่องติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับใช้ในสถานทูตเองด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เพราะอยู่ในช่วงการเตรียมการ

แต่มาตรการที่เกิดขึ้นแล้ว และชมิดท์ภูมิใจมากไม่แพ้สกูตเตอร์ของเขา คือ รถยนต์ประจำตำแหน่งอีกคัน ที่ใช้บ่อยมากขึ้น เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่สร้างมลพิษ


สกูตเตอร์ไฟฟ้าในทางใกล้ รถยนต์ไฟฟ้าในระยะใกล้ และรถไฮบริดเมื่อต้องเดินทางไกล ล้วนเป็นวิธีสัญจรในไทยของทูตเยอรมัน ที่พยายามจำกัดการปล่อยมลพิษทางอากาศ

แต่เขารู้สึกว่าจะดีกว่านั้นถ้าทุกคนสามารถทำได้ ไม่เพียงคนในสถานะทูตแบบเขา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ต้องเริ่ม เช่น การขยายทางเท้าในกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น หรือ ทำเลนจักรยานที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

"ถ้าพัฒนาสภาพการจราจรให้ดีขึ้นได้ ประชาชนจะกล้าสัญจรด้วยวิธีที่ต่างออกไป อาจใช้สองล้อหรือทางเท้ามากขึ้น"

เขามองว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่การ "ห้ามทำ" แต่เป็นเรื่องของความใส่ใจ

"คุณมีชีวิตที่ดีได้ ควบคู่ไปกับวิถีรักสิ่งแวดล้อม"

ข้อมูลจาก BBC Thai

 

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: