Variety Update :

จอร์แดนทำโครงการ กลั่นน้ำทะเล-ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทำการเกษตร



จอร์แดนทำโครงการ กลั่นน้ำทะเล-ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทำการเกษตร

ที่นี่คือทะเลทรายในประเทศจอร์แดน จุดที่พูดถึงกันนี้อยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร และลึกเข้ามาในเขตทะเลแดงราว 15 กิโลเมตร ฟังดูแล้วออกจะเหลือเชื่อที่มีคนคิดจะมาทำฟาร์มเกษตรที่นี่ แต่จะว่าไปแล้ว มันอาจจะเหมาะเหม็งก็ได้

ในขณะที่โลกกำลังกังวลเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จอร์แดนกำลังหาวิธีทำการเกษตรที่จะเพิ่มผลผลิตอาหารให้มากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องน้ำ จอร์แดนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยประชากร 1 คน ใช้น้ำโดยเฉลี่ยไม่ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อปี (สหรัฐฯ ใช้เกินกว่า 9,000 ลูกบาศก์เมตร) นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศที่ 3 ใน 4 ประกอบไปด้วยทะเลทรายก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง การทำเกษตรในจอร์แดนต้องใช้ทรัพยากรน้ำในประเทศไปถึงครึ่ง แต่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของจีดีพีเท่านั้น

สิ่งที่จอร์แดนมี และมีอยู่มากนั่นก็คือแสงแดด ในหนึ่งปีมีแดดออกประมาณ 330 วัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ราว 5-7 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร เทียบง่าย ๆ ว่าเป็นพลังงานสำหรับหลอดไฟธรรมดา ราว 100 ดวง เครื่องซักผ้า 10 เครื่อง หรือเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง

นอกจากนี้จอร์แดนยังมีน้ำทะเล แม้ว่าดินแดนส่วนใหญ่จะไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ก็มีพื้นที่ราว 26 ตารางกิโลเมตรที่ติดกับทะเลแดง แม้จะไม่ใช่ชายฝั่งทะเลที่ยาว แต่ด้วยโครงการ The Sahara Forest Project ที่มีเป้าหมายผลิตน้ำจืด อาหาร และพลังงานหมุนเวียน ในประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนระอุ จะช่วยให้จอร์แดนสามารถพลิกฟื้นผืนดินที่มีสภาพเป็นทะเลทรายซึ่งผู้คนไม่อาจอยู่อาศัยได้ ให้เป็นผืนดินที่ใช้เพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคได้

ภายในโรงเรือนปลูกผักที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ผักสลัดอย่างร็อคเก็ต ผักกาดแก้ว และผักกาดฮ่องเต้แทงยอดใบขนาดจิ๋วโผล่พ้นจากแปลงดิน เช่นเดียวกับผักและผลไม้อีกหลายชนิด รวมทั้งสตรอว์เบอร์รี่ องุ่น แตงกวา โหระพา และมะเขือเทศอีกหลายพันธุ์ที่เริ่มผลิดอกออกใบในแปลงปลูกที่เรียงรายอยู่เป็นแถว

"โหระพายังไปกันคนละทิศละทางครับ" บเลส โจเว็ตต์ หัวหน้าทีม พูดอย่างเกรงใจ "ผมว่าจะเอาไว้ทำเพสโต (ซอสโหระพา)"




หากเหลียวมองดูสภาพภายนอกที่มีเพียงภูผาหิน ผืนดินอันแห้งแล้ง ปราศจากต้นไม้ มีเพียงกอหญ้าเล็ก ๆ ที่แกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้โดยปราศจากน้ำปรากฏให้เห็นเป็นหย่อม ๆ แล้ว จะรู้เลยว่าโจเว็ตต์ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีเลยที่โหระพาที่ปลูกไว้ไม่ดกงามเป็นระเบียบ

แนวคิดของโครงการนี้เรียบง่าย โดยจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกระบวนการแยกเกลืออกจากน้ำทะเล และนำน้ำที่ได้ไปใช้สำหรับปลูกพืชผล (น้ำที่เหลือจะช่วยให้อากาศในโรงเรือนเย็นขึ้นด้วย) และในที่สุดแล้ว พืชผลก็จะช่วยดูดการ์ซคาร์บอนกลับสู่ดินด้วย

โครงการนี้นอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืนแล้ว หากโครงการขยายใหญ่ขึ้นถึงขึ้นทำในเชิงพาณิชย์ และหากเกษตรกรทั้งประเทศหันมาทำการเกษตรตามแนวทางนี้ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ จอร์แดนจะสามารถส่งออกผลิตผลอันมีมูลค่าไปยังต่างประเทศได้ ในปัจจุบันจอร์แดนยังต้องพึ่งการนำเข้าอาหารอยู่ถึง 98 เปอร์เซ็นต์

ซิลวี แวบส์-แคนดอตติ เจ้าหน้าที่ด้านภาวะฉุกเฉินและการดูแลฟื้นฟูจากองค์การอาหารและเกษตรกรรรม ผู้ทำงานอยู่ในภูมิภาคนี้แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้แต่อย่างใด บอกว่าจอร์แดนจะสามารถกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารได้ หากมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตวิธีนี้ มีเงินทุนและแหล่งน้ำที่มาจากการกระบวนการแยกเกลือเพียงพอ

หลังจากเริ่มโครงการไปได้ราวหนึ่งปี ขณะนี้โจเว็ตต์กำลังทดลองปลูกพืชผลบนพื้นที่ใหญ่ราวสนามฟุตบอล 4 สนาม แต่นี่ก็เป็นช่วงการทดลองเท่านั้น หากแนวความคิดนี้ได้ผลจริง พวกเขาวางแผนจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น 10 เฮกเตอร์ภายใน 2020 และจะเพิ่มเป็น 20 เฮกเตอร์ หลังจากนั้น




สำหรับในเรือนเพาะปลูก ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่อุณหภูมิภายนอกสูงราว 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส โจเว็ตต์บอกว่าพืชที่ปลูกอยู่ใกล้ผนังโรงเรือนได้รับความร้อนมากเกินไปจนตาย และพวกเขาต้องเลื่อนแปลงปลูกให้ห่างผนังมากขึ้นสำหรับการปลูกในรอบหน้า

ด้านหลังของโรงเรือน มีห้องแยกออกมาซึ่งมีการติดตั้งระบบปรับอากาศซึ่งสามารถทำให้อุณหภมูิในโรงเรือนลดลงได้มากถึง 15 องศาเซลเซียส นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับภูมิภาคที่อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงได้ถึง 45 องศา

แฟรงค์ อัตโซลา ผู้จัดการสถานที่บอกว่า การทำงานของระบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นก็คือการสูบน้ำเค็มเข้าไปยังท่อที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของผนังโรงเรือนฝั่งหันหน้ารับลม บนตัวผนังเองมีผืนผ้าขึงไว้ตลอดแนวเพื่อดึงน้ำลง และเมื่อใดที่ลมพัดผ่าน น้ำก็จะระเหยและทำให้อากาศเย็นขึ้น ส่วนเกลือเข้มข้นที่เหลือก็จะติดอยู่กับผืนผ้าที่ว่า

พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งไว้เลย เพราะผนังโรงเรือนฝั่งดังกล่าวถูกตั้งไว้ให้รับลมที่ผัดผ่านหุบเขาจากทิศเหนือแทบจะตลอดเวลา

ทีมงานบอกเองว่านี่ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่ชาวเบดูอินก็ใช้พรมในลักษณะนี้เป็นเครื่องช่วยทำให้เต็นท์ที่อยู่อาศัยของพวกเขามีอากาศเย็นลง มานานหลายศตวรรษแล้ว




ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่พวกเขาต้องเผชิญ เพราะในตอนกลางคืนอุณหภูมิอาจลดลงเหลือ 7 องศาเซลเซียส แต่ความร้อนที่สะสมในท่อสูบน้ำทะเลที่โดนแดดเผาในตอนกลางวัน จะทำให้น้ำที่ปล่อยออกมาเพื่อรดต้นพืชในตอนกลางคืนมีสภาพไม่ต่างจากน้ำอุ่น

ในขณะนี้ทีมงานให้น้ำพืชผลภายในโรงเรือนมากกว่าที่รากพืชจะดูดซึมไว้ได้ และนำน้ำที่เหลือที่ไหลลงถังซึ่งติดตั้งไว้ในโรงเรือนไปใช้ในแปลงทดลองปลูกพืชนอกโรงเรือน โดยพวกเขาแบ่งดินออกเป็นแปลง ๆ เพื่อทดสอบดูว่าต้นไม้สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีระดับความเค็มได้แค่ไหน หรือไม่ได้เลย และจากจำนวนพืช 864 ต้น ที่ปลูกไว้ภายนอก มีพืช 49 ต้นที่ตาย และมีพืชบางชนิดที่ปลูกไว้เพื่อบำรุงดินเท่านั้น

แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มปลูกพืชในทะเลทรายได้แล้ว ปัญหาใหญ่ที่ยังมีก็คือ จะขนน้ำทะเลจากทะเลแดงที่ห่างออกไปถึง 15 กิโลเมตรมาได้อย่างไร ขณะนี้ พวกเขายังพึ่งการขนย้ายโดยรถบรรทุกทุก ๆ สองวัน ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนแน่ นอนหากจะทำโครงการนี้อย่างเต็มตัว

ทางเลือกหนึ่งอาจเป็นการสร้างท่อในเส้นทางเดียวกับโครงการสร้างท่อเพื่อสูบน้ำจากทะเลแดงไปสู่ทะเลเดดซี หรืออาจจะใช้เส้นทางใต้ถนนใหญ่ใกล้ ๆ กับโรงเรือน แต่ก็เป็นเส้นทางที่ต้องพาดผ่านที่ดินของคนหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็ยังรู้สึกมีความหวัง ขณะนี้พวกเขากำลังเตรียมงานวิจัยเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าท่อส่งน้ำจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อโครงการ The Sahara Forest Project เท่านั้น การสนับสนุนที่พวกเขาได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากราชวงศ์ของจอร์แดนและศาล ทำให้พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ในปลายปีนี้

 

 


ที่มา  BBC Thai


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: