Variety Update :

สิ้น โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการยูเอ็นถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 80 ปี



สิ้น “โคฟี อันนัน” อดีตเลขาธิการยูเอ็นถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 80 ปี

มูลนิธิโคฟี อันนัน และครอบครัวอันนัน เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ส.ค.ผ่านมา ว่านายโคฟี อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 80 ปีด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลในเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่พำนักอาศัยอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลังล้มป่วยเมื่อไม่นานนี้

แถลงการณ์ของมูลนิธิฯ ระบุว่านายโคฟี อันนัน เปรียบดัง “รัฐบุรุษของโลก” และ “บุคคลผู้ต่อสู้มาตลอดชีวิตเพื่อโลกอันเป็นธรรมและสงบสันติยิ่งขึ้น”  โดยเขาเป็นชาวแอฟริกันผิวดำคนแรกที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ในระหว่างปี 1997-2006 เขายังเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนแรกที่ไต่เต้าจากพนักงานตำแหน่งเล็กๆ ในองค์กร โดยใช้เวลากว่า 35 ปี

นายอันนันเกิดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 1938 ที่เมืองกุมาซี ในเขตอาณานิคมโกลด์โคสของอังกฤษ หรือประเทศกานาในปัจจุบัน เขาเป็นบุตรของครอบครัวผู้มีอันจะกินและมีการศึกษาดี และมีคู่แฝดหญิงที่ชื่ออีฟัว อัตตา

นายอันนันเริ่มต้นทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการสหประชาชาติ โดยเข้าทำงานด้านงานบริหารและงานงบประมาณขององค์การอนามัยโลก ในปี 1962 เขาได้ร่วมงานในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งแอฟริกาในกรุงอาดดิสอาบาบา ของเอธิโอเปีย และเจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ที่เมืองเจนีวา

จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอีกหลายตำแหน่งที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ รวมถึงกิจการด้านทรัพยากรมนุษย์ งานงบประมาณและการเงิน และงานด้านการรักษาสันติภาพ

ผลงานโดดเด่นของเขาในช่วงเวลานั้น ได้แก่ การปฏิบัติงานรักษาสันติภาพในตำแหน่งรองเลขาธิการยูเอ็น ซึ่งดูแลเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่พลเรือนกว่า 70,000 คนที่ปฏิบัติงานให้สหประชาชาติทั่วโลก และดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดูแลยูโกสลาเวีย ในระหว่างปี ค.ศ. 1995 - 1996 รวมทั้งการดูแลส่งคณะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกว่า 900 คน กลับจากอิรักจากกรณีความขัดแย้งระหว่างอิรักและคูเวต

นายอันนัน เข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นคนที่ 7 เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 1997 สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวแอฟริกันผิวดำคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งระหว่างดำรงตำแหน่ง นายอันนันได้แสดงบทบาทสำคัญหลายด้าน เช่น การมุ่งมั่นปฏิรูปยูเอ็นให้มีประสิทธิภาพ การผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชน การตั้งเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ และความพยายามในการนำยูเอ็นให้ใกล้ชิดกับภาคประชาสังคมมากยิ่งขึ้น

ส่วนด้านการรักษาสันติภาพ นายอันนัน ได้มีบทบาทเป็นสื่อกลางในการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทั้งกรณีอิรัก ปี 1998 กรณีไนจีเรีย ปี 1999 กรณีอิสราเอล - เลบานอน ปี 2000 รวมไปถึงการรักษาสันติภาพในลิเบียและติมอร์-เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก ส่งผลให้ยูเอ็นมีบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในการสร้างสันติภาพให้แก่โลก

การทำงานด้านการรักษาสันติภาพเหล่านี้ ทำให้นายอันนันและยูเอ็นได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2001 และในปีถัดมา รัฐสมาชิกสหประชาชาติได้มีมติให้นายอันนัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็น ต่อเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งนายอันนันได้เดินหน้าเสริมสร้างสันติภาพและมนุษยธรรมในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจวบจนครบวาระในปี 2006

หลังพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็น ประชาคมนานาชาติยังคงให้การยอมรับนายอันนัน ในการปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาสันติภาพและการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทูตพิเศษของยูเอ็นและสันนิบาตอาหรับ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างสันติภาพในซีเรีย รวมทั้งเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลเมียนมาเพื่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งในรัฐยะไข่ เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ในปี 2006 นายอันนัน ในฐานะเลขาธิการยูเอ็นขณะนั้น ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรไทยมาโดยตลอดรัชสมัย อันเป็นรางวัลเกียรติยศที่ยูเอ็นริเริ่มขึ้นมาใหม่ในปีนั้นเพื่อเทิดพระเกียรติเป็นกรณีพิเศษ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี




ที่มา  BBC Thai


 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: