Variety Update :

แบงก์ชาติเตือนแรงงานกว่าครึ่งเสี่ยงตกงานในปี 2028 เพราะหุ่นยนต์แทนที่




ประเทศไทยใช้แรงงานหุ่นยนต์ติดอันดับ 10 ของโลก แบงก์ชาติเตือนแรงงานกว่าครึ่งเสี่ยงตกงานในปี 2028 ทั้งนี้ ต้องปรับตัว เรียนรู้เทคโนโลยี พัฒนาทักษะ โดยภาคการเกษตรเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์มากที่สุด

อ้างอิงจากรายงานการศึกษาผลกระทบของหุ่นยนต์ต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไทยในหัวข้อ ‘หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรม: กระแสใหม่ที่แรงงานต้องกังวลจริงหรือ?’ โดย พัชรพร ลีพิพัฒน์ไพบูลย์ และ นันทนิตย์ ทองศรี พบว่า ภาคธุรกิจของไทยใช้ห่นยนต์มากติดอันดับ 10 ของโลก รองจากประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เยอรมนี อิตาลี ไต้หวัน ฝรั่งเศส และสเปน

โดยโรงงานที่ใช้หุ่นยนต์ทั้งกระบวนการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานก่อสร้างใหม่ที่วางแผนสายการผลิตทุกขั้นตอนต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดจากปี 2555 หลังน้ำท่วมใหญ่ที่โรงงานต่างๆ ต้องออกแบบการผลิตใหม่จากผลกระทบของเครื่องจักรที่เสียหาย และ 3 อุตสาหกรรมที่เน้นใช้ห่นยนต์มากที่สุดได้แก่ ยานยนต์ ยางและพลาสติก และอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากงานหลายประเภทเป็นงานที่ทำซ้ำๆ เป็นแบบแผนจึงแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ได้

นอกจากนี้ยังทดแทนภาวะขาดแคลนแรงงานและใช้ห่นยนต์ทำงานอันตรายแทนคน เช่น การเชื่อมเหล็กและขึ้นรูปพลาสติก งานบางประเภทแรงงานคนก็ไม่สามารถทำได้ เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นต้น
 
ความหนาแน่นของการใช้หุ่นยนต์ของไทยอยู่ที่ หุ่นยนต์ 45 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน ซึ่งยังต่่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีห่นยนต์ 74 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน สาเหตุสำคัญคือทักษะแรงงานของไทยยังไม่เอื้อต่อการใช้หุ่นยนต์เท่าใดนัก ผลกระทบจากการใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนแรงงานจึงไม่เห็นชัดในช่วงที่ผ่านมา
 
การศึกษาชิ้นนี้ระบุว่า อีกไม่เกินสองทศวรรษ หากโครงสร้างอุตสาหกรรมยังคงที่แบบนี้และภาคธุรกิจเน้นการใช้ห่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นเรื่อยๆ แรงงานในภาคกลางถึง 47.4% มีโอกาสถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีซึ่งมากที่สุดในประเทศ ขณะที่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีความเสี่ยงสูงกว่า 55% หรือกว่า 3 ล้านคนที่จะถูกทดแทน แรงงานเยาวชนและแรงงานที่ยังมีประสบการณ์การทำงานไม่มากนัก (อายุ 15-24 ปี) เสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดถึง 52.5%
 
แบงก์ชาติตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า อาชีพที่โอกาสถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีต่ำ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตกงาน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น เช่น ความต้องการ

แรงงานและความสามารถของแรงงาน บางสาขาวิชาถึงจะมีบัณฑิตหรือผู้ประกอบอาชีพน้อย แต่ถ้ายังมากกว่าความต้องการของตลาดแรงงานก็มีสิทธิ์ว่างงานได้อยู่ดี ขณะที่แนวโน้มค่าจ้างจะปรับสูงขึ้น ทำให้ในอนาคตเทคโนโลยีทำแทนงานที่ใช้ทักษะน้อยหรืองานที่ทำซ้ำๆ แรงงานอาจเผชิญกับปัญหาในการปรับตัว พัฒนาทักษะ หางานยากขึ้น หรือแม้กระทั่งตกงาน ส่วนแรงงานทักษะสูงที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ดีจะเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้น

ที่มา thestandard

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: