Variety Update :

เนเธอร์แลนด์ออกกฎหมาย ประชาชนทุกคนคือผู้บริจาคอวัยวะเมื่อตายไปแล้ว



เนเธอร์แลนด์ออกกฎหมาย ประชาชนทุกคนคือผู้บริจาคอวัยวะเมื่อตายไปแล้ว

ประเทศเนเธอร์แลนด์เพิ่งผ่านกฎหมายที่ระบุว่า พลเมืองที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคนจะกลายเป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยอัตโนมัติ ยกเว้นแต่จะมีการแจ้งไว้ว่าไม่ยินยอม คล้ายกับกฎหมายในสเปน เบลเยียม และฝรั่งเศส ที่ออกมาก่อนหน้านี้

กฎหมายนี้ประกาศใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากวุฒิสมาชิกเนเธอร์แลนด์ลงคะแนนเสียงผ่านกฎหมายด้วยคะแนนเสียง 38 ต่อ 36 กฎหมายกำหนดว่า ผู้ใหญ่ทุกคนที่อายุ 18 ปี จะได้รับจดหมายสองฉบับที่ถามว่ายินดีจะเป็นผู้บริจาคอวัยวะหรือไม่ หากไม่ตอบจดหมายครั้งที่สอง ถือว่ายินดีเป็นผู้ให้บริจาคโดยอัตโนมัติ แต่สามารถเปลี่ยนใจทีหลังได้

กฎหมายนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงของเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่กันยายน 2016 ด้วยคะแนนเสียงที่สูสีกันมากคือ 75 ต่อ74 มีข้อวิจารณ์ว่ากฎหมายนี้ให้อำนาจแก่รัฐมากเกินไปในการจัดการชีวิตหลังความตายของพลเมือง ผู้ร่างกฎหมายจึงปรับปรุงรายละเอียดบางจุดเพื่อให้กฎหมายนี้ผ่านสภาล่างได้ ส่วนหนึ่งที่มีการแก้ไขระบุว่า รัฐต้องปรึกษาหารือกับญาติของผู้ตาย ครอบครัวสามารถกำหนดได้ว่าจะให้กระบวนการดำเนินต่อไปหรือไม่ โดยกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2020

ภาวะขาดแคลนผู้บริจาคอวัยวะเป็นปัญหาของเนเธอร์แลนด์มานาน ตามรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์บอกว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2016 มีผู้เสียชีวิตระหว่างรอรับบริจาคอวัยวะใหม่ 57 คน ทำให้มีความหวังว่ากฎหมายที่ออกมาจะช่วยแก้ปัญหานี้

กฎหมายดังกล่าวถือว่าเนเธอร์แลนด์ดำเนินรอยตามสเปนที่มีระบบให้เลือกไม่บริจาคอวัยวะได้ตั้งแต่ปี 1979 และฝรั่งเศสที่เพิ่งใช้กฎหมายนี้เมื่อต้นปี 2017

ในสเปนมีผู้บริจาคอวัยวะ 43.4 คนต่อประชากร 1 ล้านคนเมื่อปี 2016 ขณะที่ค่าเฉลี่ยในยุโรปอยู่ที่ 19.6  และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 26.6  / ข้อมูลจาก themomentum.co


อนึ่ง เกณฑ์การตายมี 2 แบบ

แบบแรกเรียกว่า สมองตาย ในทางการแพทย์ถือว่าผู้ที่มีภาวะสมองตายคือผู้ที่เสียชีวิตแล้ว (ศาลฎีกาเองก็เคยมีคำวินิจฉัยเช่นนั้น) เพราะไม่ว่าเราจะให้การรักษาอย่างไร ผู้ป่วยก็จะไม่มีทางฟื้นขึ้นมาอีก แต่ในขณะที่สมองตายนั้น หัวใจยังเต้นอยู่ อวัยวะอื่นๆ ยังทำงานได้อีกระยะหนึ่ง ดังนั้น หากผู้ตายบริจาคอวัยวะไว้ล่วงหน้า ผู้บริจาคร่างคนหนึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้ไม่น้อยกว่า 4 ชีวิต

แบบที่สอง คือ หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ตามมาตรฐานทางการแพทย์ อวัยวะจะสามารถนำไปใช้ปลูกถ่ายให้กับผู้อื่นได้ หากผู้ตายเสียชีวิตภายใน 90 นาที หลังจากที่ถอดเครื่องช่วยหายใจ (เพราะอวัยวะที่จะใช้ได้ ต้องได้รับเลือดหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ) นอกจากนั้น ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ อาจสามารถฟื้นคืนจนสามารถนำอวัยวะบางอย่างไปปลูกถ่ายต่อได้ แม้เมื่อผู้ตายสิ้นลมไปแล้ว

การบริจาคอวัยวะและการบริจาคร่างกายแตกต่างกัน การบริจาคอวัยวะ คือ การบริจาคให้แพทย์นำอวัยวะภายในที่ใช้ประโยชน์ได้ไปปลูกถ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอื่น ส่วนการบริจาคร่างกาย คือ การบริจาคทั้งร่างกาย เพื่อนำร่างของผู้เสียชีวิตให้นักศึกษาแพทย์ศึกษา

ส่วนในเรื่องของการบริจาคอวัยวะเมื่อตนถึงแก่ความตาย มีรูปแบบกฎเกณฑ์ที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบด้วยกัน

แบบแรก คือ ใช้วิธีให้คน “เลือกเข้าร่วม” (Opt-in) กล่าวคือ ให้ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคอวัยวะแสดงความจำนงล่วงหน้าไว้ที่โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ หรือมูลนิธิ ระบบนี้ใช้ในเยอรมัน อังกฤษ และรัฐบางรัฐในสหรัฐฯ

แบบที่สอง คือ ใช้วิธีคน “ถอนตัวออก” (Opt-out) กล่าวคือ กำหนดให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยอัตโนมัติ และให้คนที่ไม่ยินดีจะบริจาคไปแสดงความจำนงถอนชื่อของตนออก ระบบนี้ใช้ในประเทศยุโรปหลายประเทศ เช่น สเปน ออสเตรีย โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฯลฯ

แบบที่สาม คือ ใช้วิธี “บังคับให้ทุกคนต้องแสดงความจำนงอย่างใดอย่างหนึ่ง” (Mandated Choice) กล่าวคือ ให้ทุกคนแสดงความจำนงให้ชัดเจนว่าจะบริจาคหรือไม่ เช่น ในเวลาที่ไปทำบัตรประชาชนหรือใบขับขี่ จะต้องตอบคำถามข้อหนึ่งและทำการบันทึกไว้ในระบบว่า ท่านยินดีจะบริจาคอวัยวะหลังจากเสียชีวิตหรือไม่ ระบบนี้ใช้ในรัฐอิลลินอยส์และนิวยอร์กในสหรัฐฯ   / ข้อมูลจาก  thaipublica.org



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: