Facebook Twitter
gPlus 
-

สารพันปัญหาที่นอน ที่แก้ไขได้ง่ายกว่าที่คิด

|


เกร็ดน่ารู้ สารพันปัญหาที่นอน ที่แก้ไขได้ง่ายกว่าที่คิด

เพราะการนอน คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด การดูแลรักษา ‘ที่นอน’ ของเราให้ใช้งานได้ยาวนานจึงจำเป็นมาก ส่วนปัญหาที่มักพบก็คือ

ปัญหานอนไม่สบาย มีอาการปวดหลัง

สาเหตุของการปวดหลัง มีหลายสาเหตุ อาทิ ที่นอนยุบ ทำให้เกิดแอ่งเวลานอน หรือที่นอนนุ่มหรือแข็งเกินไปก็เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลังได้ วิธีแก้ไขปัญหานี้เริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การกลับด้านที่นอนซึ่งเราควรกลับด้านที่นอนทุกๆ 3 เดือน เพื่อป้องกันการคลายตัวของสปริง และการยุบตัวของที่นอน แต่หากยังไม่ได้ผล แนะนำให้แก้ไขด้วยการหาแผ่นรองนอน (Topper) มาปูทับ เลือกที่คุณภาพดี ก็จะช่วยให้นอนสบาย คลายอาการปวดหลังลงได้

ปัญหากลิ่น และคราบปัสสาวะบนที่นอน

ในครอบครัวที่มีลูกเล็ก หรือผู้สูงวัย หากพบว่าปัสสาวะรดที่นอน แนะนำให้ใช้กระดาษทิชชูซับออกให้เร็วที่สุด เพื่อให้คราบไม่ลงลึก จากนั้นค่อยๆ ใช้น้ำสะอาดเทลงเล็กน้อยแล้วซับให้แห้ง การกำจัดกลิ่นให้นำน้ำส้มสายชูผสมกับเบกกิ้งโซดา นำมาฉีดพรมลงบนคราบอีกครั้ง หากยังมีคราบเหลือให้โรยเบกกิ้งโซดาแล้วขัดออกเบาๆ แล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้ ก็จะช่วยดูดซับกลิ่น กำจัดคราบ และเชื้อโรคได้

ปัญหารอยเลือดในที่นอน

เป็นอีกปัญหาที่พบได้บ่อยของสาวๆ ปัญหานี้แก้ไขง่ายๆ เพียงนำเบคกิ้งโซดาผสมน้ำฉีดบริเวณที่มีรอยเลือด ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดที่รอยทำซ้ำๆ จนสะอาดก็เป็นอันใช้ได้ การใช้ผ้ารองกันเปื้อน ก็เป็นทางออกที่ดี เพื่อให้ที่นอนสะอาดและดูใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งยังป้องกันคราบเหงื่อที่อาจซึมผ่านไปยังผ้าปูที่นอน และเลอะไปยังที่นอน จนก่อให้เกิดเชื้อโรคสะสมได้ ดังนั้น การปูผ้ารองกันเปื้อนจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

ปัญหาไรฝุ่นในที่นอน

ไรฝุ่น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ จากการวิจัยทั่วโลก พบว่า ไรฝุ่น ถูกพบมากที่สุดบนที่นอนประมาณ 1,000,000 ตัวและมีปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นในปริมาณมาก วิธีกำจัดไรฝุ่น คือ การหมั่นซักผ้าปูที่นอนทุกอาทิตย์ และถ้าเป็นไปได้ควรซักด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศา เดือนละครั้ง หมั่นดูดฝุ่นในที่นอน รวมถึงไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในห้องนอน นอกจากนี้ การเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท โดยให้แสงแดดส่องถึงบริเวณที่นอน แนะนำว่าควรดึงผ้าปูที่นอนออกก่อน ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะสามารถช่วยลดแบคทีเรีย ลดกลิ่นอับ และฆ่าเชื้อโรคได้

สุดท้าย อย่าลืมว่าอายุของที่นอนเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 ปี ดังนั้นเมื่อถึงกำหนดแล้วก็จำเป็นต้องเปลี่ยนค่ะ
ข้อมูลจาก homepro


ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

กลับขึ้นด้านบน