Variety Update :

ปลอดโปร่งโล่งสบาย ให้ดนตรีบำบัด

ยอมรับกันมานานแล้วว่า ดนตรีนอกจากจะเป็นตัวช่วยให้ความสุนทรีย์กับผู้ฟังแล้ว ยังมีส่วนสำคัญต่อสภาพจิตใจ และอารมณ์ของคนเราอีกด้วย เห็นได้จากการนำดนตรีมาช่วยในการบำบัดอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นดนตรียังมีส่วนในการช่วยบำบัดโรคร้าย โดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทางใจได้อีกด้วย

ณิศิธ ไวอาษา หรือ ครูตุ่น อดีตสมาชิกวง พิ้งค์แพนเตอร์ เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรี และศิลปินเจ้าของผลงานดนตรีบำบัด ชุด เอ็นไลเทนนิง ฮาร์โมนี (Enlightening Harmony) ที่มีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อการบำบัดรักษาเฉพาะบุคคลมาหลายปีแล้ว เล่าให้ฟังว่า เขาสนใจเรื่องดนตรีบำบัด เนื่องมาจากความรู้สึกในการฟังเพลงประเภทต่างๆ ที่ให้อารมณ์แตกต่างกันออกไป บางเพลงฟังแล้วมีความสุข ในขณะที่บางเพลงฟังแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ จุดนี้จึงเป็นที่มาทำให้ณิศิธเกิดความรู้สึกสนใจ และเริ่มปรึกษากับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานทางด้านดนตรีว่าถ้าเขาอยากจะเริ่มทำดนตรีบำบัดจะต้องเริ่มอย่างไร และทำอย่างไร

"ดนตรีเป็นหยินกับหยางนะ ชาวจีนในสมัยก่อนเชื่อกันว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนประกอบขึ้นมาจากธาตุ 5 ชนิด เป็นธาตุทั้ง 5 ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ ซึ่งมนุษย์ก็คือธาตุของธรรมชาติ ดนตรีก็คือเสียงในธรรมชาติที่นำมาวิเคราะห์มาเป็นเสียงต่างๆ เช่น เสียงน้ำตก เสียงเปียโน ดนตรีทุกอย่างคือการบำบัดจิตใจ ไม่ใช่ยาที่กินทางปาก แต่เป็นยาที่กินทางหู"

ณิศิธ บอกว่า เขาเริ่มทำเพลงดนตรีบำบัดให้กับลูกค้าที่มีความสนใจก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าที่เข้ามาเรียนดนตรีกับเขานั่นเอง แต่ต่อมาเขาก็เลือกที่จะเริ่มต้นทำดนตรีบำบัดให้กับคนส่วนใหญ่ได้ฟังกัน กับผลงานที่มีชื่อว่า เอ็นไลเทนนิง ฮาร์โมนี นั่นเอง ซึ่งมีทั้งหมด 4 ชุด

"เคยมีการทดลองให้คนไข้คนหนึ่งฟังเพลงของเรา และให้คนไข้อีกคนกินยา ผลออกมาว่าคนไข้ที่ฟังเพลงในระดับสัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจ สภาพความดันหัวใจเต้นสู่สภาพปกติได้ดีกว่าคนที่กินยาเสียอีก ดนตรีก็คือ ยาหลอก รักษาได้ 40% แต่เป็นการรักษาทางใจ สมมติว่า หมอบอกว่าเราเป็นโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่จะป่วยตั้งแต่หมอบอกครั้งแรก นั่นคือ มะเร็งไม่ได้ทำให้เราป่วย แต่ใจเราต่างหาก ดนตรีนี่แหละที่จะดึงจิตใจเราที่ตกอยู่ให้กระเตื้องขึ้นมาได้"

การทำงานในแต่ละครั้ง ณิศิธจะทำงานควบคู่ไปกับ นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพญาไท 2 ด้วยการนำดนตรีบำบัดทั้งหมดที่แต่งขึ้นมาไปให้คุณหมอสุกมลช่วยลองฟัง แต่ละเพลงสามารถบำบัดอารมณ์ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากทุกตัวโน้ต ทุกท่วงอารมณ์ ล้วนแล้วแต่มีความหมายต่อร่างกายและจิตใจของคนเรา ซึ่งในตอนนี้คุณหมอสุกมลก็ใช้ซีดีทั้ง 4 ชุดนี้จ่ายให้คนไข้แทนยาไปแล้ว        

"โรคทุกโรคสามารถรักษาได้ด้วยดนตรี เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไมเกรน เซ็กซ์เสื่อม ฯลฯ ยกเว้นโรคที่มีเชื้อโรค"

ด้าน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล ก็ได้อธิบายความหมายของดนตรีบำบัดว่า ดนตรีบำบัด คือ การวางแผนในการใช้กิจกรรมทางดนตรีควบคุมในกลุ่มของคนทุกวัยไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก จนถึงวัยสูงอายุ เพื่อให้เกิดผลบรรลุในการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดมาจากความบกพร่องต่างๆ เช่น ความผิดปกติทางด้านอารมณ์ ทางร่างกาย และสติปัญญา

เนื่องจากดนตรีจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด จึงได้มีการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้ เจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเรียกกันว่าดนตรีบำบัด (music therapy) นั่นเอง


"ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น ช่วยปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่างๆ ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่างๆ และช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช เนื่องจากเสียงดนตรีมีผลต่อคลื่นสมอง เพราะคลื่นเสียงจะไปปรับแต่งคลื่นสมองให้เร็วขึ้น หรือช้าลงก็ได้ ส่งผลไปถึงร่างกายและจิตใจ เช่น ถ้าเราได้ยินเสียงหวอของรถดับเพลิงหรือรถพยาบาล เสียงดังจากท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ เสียงเครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ เป็นเสียงที่ทำให้คลื่นสมองกลายเป็นเบต้า เกิดการตื่นตัวจนกลายเป็นความเครียด และหากความเครียดมากเกินไปก็ทำให้ร่างกายและจิตใจเสียสมดุล เกิดเป็นความเจ็บป่วยทางกายและใจในที่สุด

ในทางกลับกัน ถ้าเราได้ยินคลื่นทะเล เสียงนกร้อง เสียงดนตรีช้าๆ มีผลทำให้คลื่นสมองเป็นอัลฟา เกิดสภาพผ่อนคลายของกล้ามเนื้อทุกส่วน จิตใจสบาย ดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ แต่หากมองในแง่มุมของการแพทย์แผนจีน คลื่นเสียงมีผลต่อลมปราณ และธาตุทั้ง 5 สามารถใช้เสียงดนตรี และเสียงสวดมนต์ในการบำบัดโรค เนื่องจากมีการพบว่าคลื่นเสียงที่มีความสั่นสะเทือนตรงกับแรงสั่นสะเทือนของอวัยวะต่างๆ ของคนเราโดยตรง ก็สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดหรือที่เรียกว่า "ลมปราณ" ก็มีผลต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมของเราด้วย"

ณิศิธ บอกว่า การฟังดนตรีบำบัดที่ได้ผลจะต้องปฏิบัติดังนี้

1.ควรจะเปิดเพลงฟังในตอนที่เรารู้สึกผ่อนคลายจริงๆ เช่น เวลานอน โดยก่อนที่จะฟังเพลงควรจะต้องอาบน้ำอาบท่าให้ตัวเบาสบายเสียก่อน หลังจากนั้นก็หรี่ไฟในห้องนอนให้สลัวที่สุด และเปิดแอร์คอนดิชันเนอร์ให้เย็นฉ่ำ ประมาณ 22 องศาเซลเซียส เพื่อที่จะได้หลับลึก และปล่อยใจให้สบาย เพื่อให้ดนตรีทำหน้าที่ปรับอารมณ์ในร่างกายของเราเอง

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดแอร์คอนดิชันเนอร์ก็ให้เข้าไปอยู่ในห้องที่โปร่ง เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และเสียงเงียบแทน เพื่อที่จะได้ตั้งใจฟัง และจดจ่อกับเพลงที่เปิด

2.การฟังดนตรีบำบัดนั้นจะต้องฟังอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เหมือนกับการกินยาที่ต้องกินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดนตรีบำบัดจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน และต้องรักษาจิตใจควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ผลดี

"ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจะใช้หูในการฟังเสียงจากดนตรีชุดนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะดนตรีบำบัดที่ผลิตขึ้นมาชุดนี้ไม่ได้ผลิตเพื่อให้หูฟัง แต่ผลิตเพื่อให้ร่างกายเป็นผู้ฟังเพื่อที่จะรับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงจากดนตรีโดยเฉพาะ และถ้าให้ได้ผลอย่างดียิ่งขึ้นควรจะมีการฝึกปฏิบัติร่วมไปด้วยจึงจะเห็นผลในการรักษาโรคสูงสุด เพราะดนตรีบำบัด คือ สิ่งที่มีประโยชน์ต่อจิตใจของมนุษย์ ณ ทุกวันนี้ ยาเป็นส่วนประกอบอันดับหลังสุดท้าย แต่ดนตรีคือสิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทในครอบครัว ชีวิต การงาน ดนตรีถ้าดีจริงจะสามารถส่งผลต่อสมองทำให้เด็กเกิดความฉลาดได้ ส่งผลต่อสภาพผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจให้อาการดีขึ้นได้" ณิศิธ ทิ้งท้าย

งานนี้ป่วยหรือไม่ป่วยก็ฟังกันได้ เพราะขึ้นชื่อว่าดนตรีแล้วอย่างน้อยๆ ผู้ฟังก็จะได้ความสุนทรีย์จากการฟังเพลง แต่ถ้าอยากจะรู้ว่าดนตรีบำบัดสามารถบำบัดโรคได้จริงหรือไม่ ก็ต้องลองไปพิสูจน์กันดู แต่ก็ต้องทำตามกรรมวิธีที่ณิศิธบอกเอาไว้ถึงจะได้ผล
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.posttoday.com/


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: