Variety Update :

ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 กับเสถียรธรรมสถาน




ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 กับการทำงานเพื่อสานศานติของเสถียรธรรมสถาน ร่วมส่งต่อโอกาสผ่านการให้ด้วยหัวใจรัก พร้อมสร้าง ‘ธรรมาศรม’ งานมหากุศลซึ่งจะช่วยคนให้ ‘อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า’


ในวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นกาละที่เป็นมหามงคล ครบรอบ 10 ปี ที่พระอารยตารามหาโพธิสัตว์ ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ เสถียรธรรมสถาน ในวันนี้นอกจากจะเป็นวันมหามงคลในการทำพิธียกยอดฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานบนพระมหาเจดีย์พระอารยตารามหาโพธิสัตว์หมื่นพระองค์แล้ว ยังนับเป็นวันเริ่มต้นของก้าวสำคัญอีกก้าวของเสถียรธรรมสถาน บนเส้นทางแห่งการสรรค์สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ ด้วยการเปิดโครงการ ‘ธรรมาศรม’ มอบด้วย ‘หัวใจ’ คืนให้ด้วย ‘รัก’ โครงการที่มุ่งยกย่องหัวใจแห่งการให้และการรับด้วยหัวใจโพธิสัตว์

หากกล่าวถึงคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของเสถียรธรรมสถานตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปีที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดมิใช่สวนสวยหรือสิ่งปลูกสร้าง หากแต่เป็นการเยียวยาผู้คนด้วยหัวใจแห่งความรัก และมุ่งสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่จะนำธรรมะมาอาบรดใจคนทุกเพศ ทุกวัย ในบริบทที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มคนอย่างเข้าถึงได้ง่าย

ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า “‘ธรรมาศรม’ ไม่ใช่อีกหนึ่งโครงการ แต่เป็นการร้อยเรียงงานทั้งหมดตลอด 30 ปีของเสถียรธรรมสถานเข้าด้วยกัน โดยงาน ‘ธรรมาศรม’ นี้ หากเปรียบกับมนุษย์เราก็เสมือนเป็นเพื่อนผู้ช่วยเยียวยา และในตัวเพื่อนคนนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือจิตวิญญาณของ ‘ธรรมาศรม’ เป็นดั่งศูนย์วิจัยทางธรรม หรือธรรมวิจัย เพื่อสาธิตการนำธรรมะออกไปเยียวยาสังคม เป็นการนำประสบการณ์มากมายตลอด 3 ทศวรรษมาสกัดในห้องแล็บวิจัยชีวิต เพื่อสร้าง ‘แคปซูลธรรมะ’ คือการนำแก่นธรรมในพุทธกาลมาสู่ปัจจุบันกาล ทำของยากให้ง่าย ทำให้แพร่หลาย ทำให้เข้าไปอยู่ในครัวเรือน ช่วยมนุษย์ให้ ‘อยู่อย่างมีความหมาย’ และ ‘ตายอย่างมีคุณค่า’ ได้ทุกเพศและทุกวัย ตั้งแต่ปฏิสนธิจิตจนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ‘อยู่อย่างมีความหมาย’ คือไม่อยู่อย่างละเลยโอกาสที่จะได้ทำกุศล และ ‘ตายอย่างมีคุณค่า’ คือไม่อยู่อย่างตายทั้งเป็น...

“ในส่วนที่สองเปรียบดั่งร่างกายคือ ‘อาคารธรรมาศรม’  โดยพื้นที่ 2.5 ไร่ด้านในของเสถียรธรรมสถานจะพัฒนาให้เกิด ‘อาคารธรรมาศรม’ เพื่อเป็นอาศรมของผู้ปฏิบัติธรรมในระยะยาว รองรับชีวิตในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย สาธิตให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชุมชนแห่งธรรมที่เกื้อกูลกันได้แม้อยู่ในสังคมเมือง โดย ‘อาคารธรรมาศรม’ นี้ จะเป็นอาคารที่ใช้องค์ความรู้ทาง ธรรมนิเวศ คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สัปปายะในทุกด้านที่เกื้อกูลต่อผู้ปฏิบัติธรรม ร่วมกับองค์ความรู้ทางธรรมชาติบำบัด สร้างวิถีชีวิตใหม่อย่างเข้าใจธรรมะ ธรรมชาติ และการพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่การกินอาหารที่ปลอดภัยปราศจากการเบียดเบียน การอยู่ท่ามกลางต้นไม้และสรรพชีวิตใหญ่น้อยที่เกื้อกูลต่อการเห็นธรรมะจากธรรมชาติ การนอนในอาคารสถานที่ที่เกื้อกูลสอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติธรรมทุกวัย ตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ แม่ลูกอ่อน ผู้ป่วย คนชรา และผู้ต้องการธรรมเยียวยาในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยอาคารถูกออกแบบให้สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมแบบระยะยาวได้ถึง 100 ห้อง ที่มาอุทิศชีวิตร่วมกันในการสร้างชุมชนธรรมวิจัย ผ่านการเปลี่ยนร้ายกลายดีของตนเอง”





รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัย มหิดล แพทย์จิตอาสาที่ร่วมงานกับเสถียรธรรมสถานมากว่า 20 ปี กล่าวว่า “จากมุมของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน เราสามารถกล่าวได้ว่า งาน ‘ธรรมาศรม’ จะเป็นแผนแม่แบบแห่งงานพัฒนาเยาวชนคุณภาพได้เลยทีเดียว นอกเหนือจากการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ Community Learning ที่เปิดโอกาสให้กับการเรียนรู้และเติบโตทางจิตวิญญาณของอาสาสมัครแล้ว หนึ่งในองค์ความรู้ของธรรมาศรมคือเรื่องของการ สร้างอริยะด้วยธรรมะตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยเริ่มจากการสร้าง ‘โรงเรียนพ่อแม่’ เพื่อเตรียมให้พ่อแม่สามารถสร้างกระบวนการการเรียนรู้ที่ตอบสนองและส่งผลให้เด็กๆ และเยาวชนไทยในวันนี้ให้ตรงกับสิ่งที่เราได้มุ่งหวังไว้ ดังที่คุณแม่ชีศันสนีย์ได้เคยกล่าวไว้ว่า เราอยากให้สังคมไทยเป็นอย่างไร เราก็ต้องปฏิบัติกับเยาวชนไทยอย่างนั้นเช่นกัน”

และอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่สำคัญของ ‘ธรรมาศรม’ คือ เรื่อง ธรรมชาติบำบัด ซึ่ง แม่ครูอู่ ชัญญา เศรษฐ-บุตร นักธรรมชาติบำบัดผู้มีจิตอาสา อดีตผู้ป่วยสารพัดโรค ได้กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติบำบัด คือศิลปะแห่งการเยียวยา ด้วยการดูแลตนเองและความเป็นอยู่ให้เกิดความสมดุลและสอดคล้องกับธรรมชาติ ตัวดิฉันเองเคยป่วยหนักจนต้องทานยาวันละหลายสิบเม็ด แพทย์ผู้ดูแลบอกว่าโอกาสจะหายนั้นแทบไม่มีแล้ว จนได้โอกาสแห่งชีวิตใหม่จากการมาร่วมคอร์สธรรมชาติบำบัดที่นี่ และคุณแม่ชีศันสนีย์ได้สอนว่า เมื่อป่วยไข้ เราไม่สามารถรักษาเพียงร่างกายได้ แต่ต้องเยียวยาจิตใจให้เข้มแข็งด้วย เพราะ ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ ดังนั้น ที่นี่จึงใช้ธรรมะเยียวยาใจ และให้ธรรมชาติเยียวยาร่างกาย นั่นคือหัวใจของ ธรรมชาติบำบัด และเมื่อดิฉันได้โอกาสของชีวิตใหม่อีกครั้ง จึงขออุทิศตนในการช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป”

นับตั้งแต่วันที่เราลืมตาดูโลก เป็นวันที่เราได้รับ ‘โอกาส’ แห่งการมีชีวิต โอกาสที่ธรรมชาติและพ่อแม่มอบให้เราอย่างไร้เงื่อนไข และในทุกๆ วันของชีวิต เราได้รับโอกาส ความรัก ความเมตตาจากสรรพสัตว์และผู้คนรอบข้าง ที่เขาเหล่านั้น มอบด้วย ‘หัวใจ’ และในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มอบสิ่งดีๆ คืนกลับสู่เขาเหล่านั้น ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมา คืนให้ด้วย ‘รัก’ ร่วมกัน เพราะ ‘ธรรมาศรม’ จะสำเร็จลงไม่ได้เลยหากปราศจากสามัคคีธรรม ความรัก ความกตัญญู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมทำ  ‘บุญ’  เพื่อเป็น ‘ทุน’ ในการสร้าง ‘ธรรมาศรม’ อาศรมของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เสถียรธรรมสถาน  โทร. 02-519-1119  หรือ 091–831-2294 หรือ สามารถเข้ามาบริจาคด้วยตนเองได้ที่ เสถียรธรรมสถาน ถนนวัชรพล (รามอินทรา 55) ได้ทุกวัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: