Variety Update :

ประวัติพระเกจิดังแห่งวัดบ้านไร่ "หลวงพ่อคูณ" ผู้ละสังขารแล้วในวัย 92



"หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ" หรือพระเทพวิทยาคม พระเกจินักพัฒนา ผู้มีฉายาว่า "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด" ละสังขารแล้วด้วยวัย 92 ปี (71 พรรษา) หลังเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ด้วยอาการเริ่มต้นช็อกหัวใจหยุดเต้น

ประวัติของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน) ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นบุตรคนโตในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ
1. หลวงพ่อคูณ (คูณ ฉัตรพลกรัง)
2. นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์
3. นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

โดยก่อนที่หลวงพ่อคูณจะเกิดนั้น นางทองขาวผู้เป็นมารดา เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า "เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขออำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป" และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"

ส่วนทางด้านการศึกษา

ด้วยบิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว ซึ่งสมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัย 6 - 7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอมที่วัดบ้านไร่ นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย หลวงพ่อคูณจึงรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

เมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ได้ออกจากวัดมาอยู่กับน้าชายและน้าสะใภ้ ซึ่งมีอาชีพทำนา จนกระทั่งอายุ 21 จึงได้เข้าอุปสมบท

อุปสมบท

หลวงพ่อคูณอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ คือ พระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ ได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ"

หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศกัมพูชา มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณ จึงออกเดินทางจากประเทศกัมพูชา สู่ประเทศไทย โดยข้ามเขตด้าน จ.สุรินทร์ สู่จ.นครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ เริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา เริ่มจากพระอุโบสถ พ.ศ.2496 นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่ นำเงินบริจาคที่ศิษยานุศิษย์ถวายไปใช้สร้างโรงพยาบาล ช่วยเหลือด้านสาธารณสุข สาธารณกุศล ไม่เว้นแม้แต่กับเพื่อนบ้านอยาง สปป.ลาว

หลวงพ่อคูณ มีชื่อเสียงด้านการสร้างวัตถุมงคล ทั้งตะกรุด เหรียญ ซึ่งได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และมีราคาสูง โดยนอกจากวัตถุมงคลแล้ว หลวงพ่อคูณ ยังมีเอกลักษณ์ประจำตัว คือ "ท่านั่งยอง" ซึ่งหลวงพ่อคูณให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่าย และสะดวกในการทำงาน สนทนาธรรมแบบไปตรงมา พูดจา “มึง-กู” แต่แท้จริงหลวงพ่อคูณ เป็นพระที่เป็นพระจริงๆ คือ มีจิตเมตตาเป็นที่ตั้ง

สมณศักดิ์

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระญาณวิทยาคมเถร วันที่ 12 สิงหาคม 2535
พระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระราชวิทยาคม อุดมกิจจานุกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วันที่ 10 มิถุนายน 2539
เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพวิทยาคม อุดมธรรมสุนทร ปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี วันที่ 12 สิงหาคม 2547

ละสังขาร

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ได้ละสังขารเมื่อเวลา 11.45 น. ของวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 หลังจากอาพาธมาเป็นเวลาหลายปี ณ ห้องอายุรกรรมผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา สิริรวมอายุ 91 ปี พรรษา 71

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: