Variety Update :

ศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา


การนับถือศาสนาในประเทศศรีลังกา

ประเทศศรีลังกามีการนับถือศาสนาที่หลากหลาย แต่ประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา คือร้อยละ 69.3 รองลงมาคือศาสนาฮินดู ร้อยละ 15.5 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 7.6% คริสต์ศาสนา ร้อยละ 7.5 และผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ อีกร้อยละ 0.1

ศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา

พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศศรีลังกาในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจัดส่งสมณทูตออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ยังนานาประเทศ โดยสายที่เดินทางไปศรีลังกามี พระมหินทเถระ เป็นหัวหน้าสาย มีภิกษุอื่นอีก ๔ รูป สุมนสามเณร และอุบาสกอีก ๑ ท่านเป็นคณะเดินทางไปพร้อมกัน พระมหินเถระรูปนี้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ยังมีน้องสาวอีกองค์หนึ่งได้บวชเป็นภิกษุณีชื่อว่า พระสังฆมิตตาเถรี และพระเถรีรูปนี้ก็เป็นมารดาของสุมนสามเณร ซึ่งได้เดินทางร่วมไปกับพระมหินทเถระในครั้งนี้ด้วย

ประเทศศรีลังกาในสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น มีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครอง ความจริงแล้วพระองค์เคยได้ทราบข่าว พระพุทธศาสนามาก่อน โดยทรงติดต่อใกล้ชิดกับพระเจ้าอโศก คือพระเจ้าอโศกทรงเป็นอทิฏฐสหาย (เป็นสหายกันแต่ไม่เคยได้ทรงพบหน้ากัน) กับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมาก่อน พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงชักชวนให้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา ครั้นทรงทราบว่าพระมหินทเถระลงไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนของพระองค์ หลังจากที่ได้พบพระเถระแล้ว ก็ทรงพระปีติโสมนัส ทรงประกาศองค์เป็นพุทธมามกะ ทรงให้การอุปถัมภ์พระเถระเป็นอย่างดียิ่ง ในการมาครั้งนี้มีผู้ได้ฟังธรรมจากพระเถระเป็นจำนวนมาก พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานตั้งมั่น ในลังกาทวีปนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประมาณศตวรรษที่ ๓

ในสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะนี้เอง ได้ส่งคณะทูตไปทูลขอกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ และพระบรมธาตุจากอินเดีย ทรงให้จัดการปลูกพระศรีมหาโพธิ์ในเมืองอนุราธบุรี ได้ทรงสร้างมหาวิหาร และถูปารามเจดีย์ อันเป็นพระเจดีย์องค์แรกในลังกา หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะแล้ว ลังกาเปลี่ยนผู้ปกครองบ้านเมืองเกิดความสับสนวุ่นวายอยู่เกือบร้อยปี จนกระทั่งมาถึงสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามิณีอภัย ทรงกู้ราชบัลลังก์คืนมาได้ พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทรงทำนุบำรุงพระสงฆ์และทรงสร้างวัดและสถูปอีกหลาย แห่ง เช่น โลหปราสาท และมหาสถูป ในเมืองอนุราธบุรี ต่อมาถึงสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัย พระพุทธศาสนาเกิดความปั่นป่วนอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เพราะเหตุการณ์บ้านการเมืองไม่สงบ พระเถระในลังกาได้ร่วมกันชำระทำสังคายนาครั้งที่ ๕ ขึ้น พระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัยได้ทรงสร้างวิหารชื่อว่า "อภัยคีรีวิหาร" ถวายพระมหาติสสะเถระ ซึ่งต่อมาคณะสงฆ์ในฝ่ายอภัยคีรีวิหารก็มีความเห็น แตกต่างจากฝ่ายมหาวิหาร จนเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกใน วงการคณะสงฆ์ลังกา

ความแตกแยกของสงฆ์ ๒ ฝ่าย

๑. คณะสงฆ์มหาวิหาร คณะสงฆ์ฝ่ายนี้เป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยม (Conservative) เป็นพวกที่เคร่งในการประพฤติปฏิบัติ สามารถรักษาความบริสุทธิ์หลักคำสอนพระธรรมวินัยในนิกายฝ่ายเถรวาท ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

๒. คณะสงฆ์อภัยคีรีวิหาร คณะฝ่ายนี้เป็นพวกหัวเสรีนิยมก้าวหน้า (Modernism) ไม่มีความรังเกียจภิกษุต่างนิกาย ยินดีรับเอาความคิดเห็นของต่างนิกายเข้ามา เมื่อมีมหายานเกิดขึ้นแล้ว คณะอภัยคีรีจึงเป็นศูนย์สำคัญของมหายานในลังกาด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าสิริเมฆวัณณะ

หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัยก็มาถึงรัชสมัยของพระเจ้าสิริเมฆวัณณะ พระองค์ได้มีการอัญเชิญพระทาฐธาตุมาจากทันตปุระในแคว้นกลิงครัฐ (เมืองโอริสา) มายังลังกาทวีป พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้รักษาไว้ที่อภัยคีรีวิหาร และโปรดให้นำออกให้ประชาชนนมัสการเป็นประจำปี ซึ่งปัจจุบันนี้ พระธาตุก็ยังปรากฏอยู่ที่เมืองแคนดี้หรือแกนดี้ (Kandy) ชาวลังกาถือว่าเป็น สมบัติที่ใหญ่หลวงเป็นที่หวงแหนของชาติด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้ามหานามะ

หลังจากหมดรัชสมัยของพระเจ้าสิริเมฆวัณณะ ก็มาถึงสมัยของพระเจ้ามหานามะ ในสมัยนี้มีการฟื้นฟูวรรณกรรมภาษาบาลีขึ้นเป็นอย่างมาก และเป็นผลงานของพระสงฆ์ฝ่ายมหาวิหาร ผลงานนี้ทำให้ พระสงฆ์ฝ่ายมหาวิหารมีความรุ่งโรจน์กว่าคณะสงฆ์ฝ่ายอภัยคีรีวิหาร ผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งเป็นชาวอินเดีย ท่านได้เดินทางมาลังกาในระหว่างมาท่านได้สวนทางกับพระ คณาจารย์คือพระพุทธทัตตาจารย์ เป็นชาวอินเดียทางตอนใต้ เดินทางเข้าไปศรีลังกาเพื่อต้องการเขียนคัมภีร์ อรรถกถาต่าง ๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ก็ได้ฝากปกรณ์สำคัญที่เขียนไว้ เรื่องหนึ่งคือ "อภิธรรมาวตาร"

พระพุทธโฆษาจารย์ หลังจากเดินทางไปถึงลังกาแล้วก็ได้เข้าพักอยู่กับคณะสงฆ์ฝ่ายมหาวิหาร ท่านได้ถูกทดสอบสัมภาษณ์ความรู้หลายอย่าง จากอธิการสงฆ์แห่งมหาวิหาร และสุดท้ายหนังสือ ที่ท่านแต่งนับเป็นเพชรน้ำเอกในวงการของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็คือหนังสือ "ปกรณ์วิเสสวิสุทธิ มรรค" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า หนังสือวิสุทธิมรรค เป็นการย่อความในพระไตรปิฎกไว้ทั้งหมด คือย่อเรื่อง ศีล สมาธิ และปัญญา ไว้ในเล่มเดียวกัน แต่ก่อนที่จะมาถึงการแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ก็ได้มีคณาจารย์ท่านหนึ่งเป็นของฝ่ายอภัยคีรีวิหาร ชื่อว่า "อุปติสสะ" ท่านได้เขียนคัมภีร์ไว้หนึ่งเล่ม แล้วชื่อว่า "วิมุตติมรรค" เนื้อความของคัมภีร์ไม่ค่อยมีความแตกต่างไปจากวิสุทธิมรรคมากนัก มีความเป็นไปได้สูงที่พระพุทธโฆษาจารย์จะได้แนวความคิดจากปกรณ์วิมุตติมรรคก็เป็นได้ และหนังสือวิสุทธิมรรคก็ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ฝ่ายมหาวิหาร ว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่โลกพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยานหรือเถรวาทมีอยู่ พระพุทธโฆษาจารย์จึงได้รับความไว้วางใจ ให้ชำระวรรณกรรมภาษาบาลีทั้งหมด โดยถ่ายทอดจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ เช่น สมันตปาสาทิกา กังขาวิตรณี ปปัญจสูทนี มโนรถปูรณี สารัตถ ปกาสินี ธัมมปทัฏฐกถา เป็นต้น

ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ การศึกษาอภิธรรมเจริญมากในลังกา และต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ลังกาย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ โปโลนนรุวะ หรือ ปุรัตถิปุระ ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์พุทธศาสนาอีกแห่ง หนึ่ง พระพุทธศาสนาเริ่มวิปริตผิดแผกแตกต่างกันมากขึ้น และในระยะสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึง ๑๗ บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวายเพราะการเมืองบ่อย ๆ ทำให้พระพุทธศาสนาปั่นป่วน และภิกษุณีสงฆ์ก็พลอยสูญสิ้นลงไปด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑

ในรัชสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ พระองค์ได้ทรงเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ ต่อมาก็ถึงรัชสมัยของพระเจ้าปรักกมพาหุที่ ๑ ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๑ ทรงฟื้นฟูและบำรุง พระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ต่อจากพระราชบิดา จึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ในสมัยต่อ ๆ มาบ้านเมืองก็วุ่นวายอีก คณะสงฆ์แทบจะตั้งอยู่ไม่ได้ จนถึง พ.ศ. ๒๐๑๙ ก็ต้องมีการ นำพระสงฆ์จากพม่าได้มาให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรที่ลังกา

ประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๐ ประเทศลังกาอ่อนแอลง โปรตุเกสมีอำนาจปกครอง นิกายโรมันคาทอลิครุ่งเรือง พระพุทธศาสนาได้รับการเบียดเบียนมากเสื่อมโทรมลง ในที่สุดต้องนำคณะสงฆ์จากพม่า ไปให้การอุปสมบทในลังกาอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาชาวฮอลันดาเริ่มเข้ามามีอำนาจและขับไล่พวกโปรตุเกสออกไป แต่ฮอลันดานั้นเองก็ครอบครองลังกาแทน ซึ่งฮอลันดาพยายามหยั่งนิกาย โปรเตสแตนท์ลง แต่ไม่สำเร็จ

เหมือนเป็นความโชคดีที่พระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้ากิตติราชสิงหะ ทรงได้รับคำแนะนำจากสามเณรรูปหนึ่งชื่อว่า "สรณังกร" ให้ส่งคณะทูตมายังประเทศไทย ซึ่งตรงกับสมัยของ พระเจ้าบรมโกษฐ์แห่งกรุงศรีอยุธยา ขอสงฆ์ไปอุปสมบทกุลบุตรในลังกา และทางประเทศไทยก็ส่งคณะภิกษุไทยมีพระอุบาลีมหาเถระเป็นประธานมาลังกา มีการต้อนรับภิกษุไทยอย่างมโหฬาร ที่เมืองแคนดี้ (Kandy) และต่อมาคณะภิกษุไทยก็ให้การอุปสมบทแบบไทยแก่กุลบุตรชาวลังกา และสามเณรที่ได้รับการอุปสมบทเป็นองค์แรกคือ สามเณรสรณังกร ท่านผู้นี้ต่อมาภายหลังได้เป็น สมเด็จพระสังฆราชแห่งลังกา ในนิกายสยามวงศ์เป็นองค์แรก เป็นเหตุให้เกิดสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาขึ้น และมีมาตราบเท่าทุกวันนี้

สำหรับพระอุบาลีเถระนั้น ต่อมาได้อาพาธถึงแก่มรณภาพที่ลังกานั้นเอง ปัจจุบันอัฐิของท่านยังปรากฏอยู่ อาสนะที่ท่านนั่งอุปสมบทกุลบุตร ตลอดจนพัดรองที่ท่านใช้ประจำ ยังคงรักษาไว้คงรูปเดิม จัดเป็นปูชนียวัตถุของพระสงฆ์นิกายสยามวงศ์

ในสมัยเดียวกันนั้น ได้มีสามเณรกลุ่มหนึ่ง ออกไปรับการอุปสมบทในพม่า เมื่อกลับมาแล้วก็ตั้ง "อมรปุรนิกาย"๒ ขึ้น และยังมีอีกพวกหนึ่งไปบวชแต่เมืองมอญแล้วนำตั้งเป็น "รามัญนิกาย" ขึ้น ข้อที่ผิดกันก็คือ ภิกษุในสยามนิกายนั้นส่วนมากเป็นผู้ดีชั้นสูงนิยมบวชกันโดยมาก ไม่นิยมรับคน ชั้นต่ำเข้ามาบวช เพราะฉะนั้น คนชั้นต่ำจึงหันไปบวชในอมรปุรนิกายและรามัญนิกายเป็นส่วนมาก

สรุปนิกายพระสงฆ์ในลังกามี ๓ นิกาย

๑. สยามนิกาย หรืออุบาลีวงศ์

๒. อมรปุรนิกาย หรือมรัมมวงศ์

๓. รามัญนิกาย เป็นนิกายที่เล็กที่สุด

ทั้ง ๓ นิกาย ยังแบ่งเป็นสาขาแตกแยกกันไปตามสำนักต่าง ๆ

ลังกาเสียเอกราชให้แก่อังกฤษ

หลังจากสิ้นรัชสมัยของพระเจ้ากิตติราชสิงหะไปแล้ว ความอ่อนแอเริ่มปรากฏให้เห็น มีการแย่งชิงกันในระหว่างพวกราชวงศ์กับพวกขุนนาง เผอิญฮอลันดาทำสงครามแพ้อังกฤษ อังกฤษได้เข้ามา ครอบงำลังกา พวกขุนนางไปฝักใฝ่กับอังกฤษแล้วให้ถอดพระเจ้าแผ่นดินออกเสียเป็นชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ผลสุดท้ายเกาะลังกาก็เป็นเมืองอาณานิคมขึ้นอยู่กับอังกฤษ ด้วยเหตุผลเพียง เพราะเกลียดชังพระราชาเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม อังกฤษนับได้ว่าเป็นชาติที่ปกครองอาณานิคมได้ดีกว่าพวกโปรตุเกสและฮอลันดา อังกฤษไม่แตะต้องเสรีภาพในการนับถือศาสนา และพยายามทนุบำรุงพัฒนา ตลอดจนให้ การศึกษาด้วย เราจะเห็นได้ว่าประเทศไหนก็ตามที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ อังกฤษจะช่วยการพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา และการสื่อสารให้ด้วย ไม่ใช่จะกอบโกยเอาทรัพยากร ของประเทศนั้น ๆ ไปอย่างเดียว ดูตัวอย่างประเทศที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ เช่น สิงคโปร์ มาเลเชีย และฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งต่างจากฝรั่งเศส โปรตุเกส และฮอลันดา ดูตัวอย่างฝรั่งเศสปกครอง เวียดนาม กัมพูชา หรือโปรตุเกสปกครองติมอร์ตะวันออก ประเทศเหล่านี้จ สูบเลือดสูบเนื้อกอบโกยเอาทรัพยากรของประเทศอาณานิคมไปเกือบทั้งหมด

ประเทศศรีลังกาเมื่อหมดยุคอำนาจของโปรตุเกสและฮอลันดาแล้ว มาถึงยุคอังกฤษปกครองให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ประชาชนชาวพุทธไม่ถูกกดขี่เหมือนสมัยโปรตุเกสและฮอลันดา ชาวพุทธจึงเริ่มต่อสู้กับพวกคริสเตียนอย่างเปิดเผย มีพระเถระที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งของชาวลังกาชื่อว่า "พระคุณานันทเถระ" ได้ท้าพวกคริสเตียนโต้วาทีติดต่อกัน ๓ วัน ในท่ามกลางชาวพุทธ และชาวคริสเตียนจำนวนมาก พระคุณานันทะได้หักล้างวาทะของพวกชาวคริสต์จนปราชัยไป ทำให้ชาวพุทธมีกำลังใจในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น และในเวลาต่อมาคณะสงฆ์ลังกาได้ตั้งวิทยาลัยชั้นสูงขึ้น ๒ แห่ง คือ วิทยาลัยลังกาปิริเวน และวิทโยทยปิริเวน ทั้งสองแห่งได้ผลิตพระธรรมทูตออกมาต่อสู้กับพวกคริสต์ ครั้นต่อมามีนักรณรงค์ต่อสู้เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาคนสำคัญของศรีลังกามี ชื่อว่า "ศรีเทวมิตธรรมปาละ" ได้ตั้งมหาโพธิสมาคมขึ้นเพื่อฟื้นฟูขบวนการชาตินิยมของลังกาขึ้นมา มีการตั้งสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าอนาถา แต่ละแห่งจะมีพระสงฆ์องค์หนึ่งหรือสององค์ทุก ๆ แห่ง ไป เหตุผลก็คือต้องการให้พระสงฆ์คอยให้โอวาทและอบรมสั่งสอนเด็กเหล่านี้ให้มีความประพฤติเรียบร้อย แต่ในสถานที่ที่มีเด็กหญิงอยู่ด้วยจะมีแม่ชีเป็นผู้คอยดูแลแทนพระภิกษุสงฆ์ ตั้งสมาคมยุวพุทธิกะแห่งสากลสิงหลเป็นสมาคมที่มีอิทธิพลมากที่สุด มีสมาชิกนับแสนคนได้รณรงค์ต่อสู้ สมาคมได้ตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นเป็นจำนวนพัน ๆ แห่ง แม้ประเทศไทย ก็ยังได้รูปแบบโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์มาจากประเทศศรีลังกา

นสมัยที่สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) พระองค์เสด็จไปดูงานพระพุทธศาสนาที่สมาคมมหาโพธิ์ของประเทศศรีลังกา ที่สารนารถ เมืองพาราณสี แล้วได้นำวิธีเหล่านั้นมาดำเนินการที่ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ประเทศศรีลังกายังเป็นผู้นำริเริ่มตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกขึ้น โดยมีการจัดประชุมเป็นครั้งแรกที่กรุงโคลัมโบ ครั้นต่อมาก็จัดที่ญี่ปุ่น พม่า ไทย เนปาล และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยมีสำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท
ข้อมูลจาก history.mbu.ac.th


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: