Variety Update :

ไทย กลายเป็นศูนย์กลางขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก?



ไทย กลายเป็นศูนย์กลางขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก?

เมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. นำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบุกจับโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมบริษัท ดับบลิว เอ็ม ดี ไทย รีไซคลิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่) จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นขยายผลในพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดเดียวกัน พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานแยกขยะ 18 แห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีการอนุญาตตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเบื้องหลังเป็นนักธุรกิจชาวจีน ร่วมมือกับคนไทยนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยแจ้งรายละเอียดไม่ตรงกับวัตถุจริง หรือการสำแดงเท็จ
 
ข้อมูลจากกรีนพีซ (Greenpeace) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ว่าในช่วงทศวรรษ 1990 รัฐบาลของประเทศในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และบางรัฐในสหรัฐฯ จัดตั้งระบบ ‘รีไซเคิล’ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา แต่หลายประเทศไม่มีศักยภาพมากพอที่จะจัดการขยะเหล่านี้ ดังนั้นเป้าหมายปลายทางของเศษซากที่เหลือทิ้งจากเทคโนโลยีคือประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งกฎหมายคุ้มครองคนงานและสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ

ความต้องการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียเริ่มมีมากขึ้น เนื่องจากคนงานในแหล่งทิ้งขยะต่างๆ พบว่าพวกเขาสามารถคัดแยกสารที่มีค่าออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นทองแดง เหล็ก ซิลิกอน นิกเกิล และทองคำ ในระหว่างกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งข้อมูลจากรายงานเฝ้าระวังขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกประจำปี 2560 ระบุว่า วัสดุที่ใช้ในขยะจำพวกอุปกรณ์สื่อสารจำนวน 435,000 ตัน คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 9.4 พันล้านยูโร (ราว 3.51 แสนล้านบาท)

ก่อนหน้านี้ จีน คือแหล่งทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่เมืองกุ้ยยวี่ (Guiyu) จังหวัดกวางตุ้ง ถือเป็นแหล่งรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรกว่า 150,000 คน ทำอาชีพเดียวกันคือคนงานคัดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในเมืองเป็นอย่างมาก

รัฐบาลจีนสั่งยุติการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่เมืองกุ้ยยวี่ในปี พ.ศ. 2558 นโยบายดังกล่าวส่งผลให้เกิดการย้ายอุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะสกปรกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ

สำหรับประเทศไทย จากการประเมินของกรมควบคุมโรค คาดว่าไทยมีแหล่งชุมชนคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์กระจายอยู่เกือบ 100 แห่ง ทั้งในจังหวัดกระบี่ กาฬสินธุ์ ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ นครปฐม นนทบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว และอำนาจเจริญ ขณะที่กรุงเทพมหานคร พบพื้นที่คัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เขตจตุจักร

ขยะอิเล็กทรอนิกส์เกือบ 4 หมื่นตัน จึงไหลสู่ไทยภายใน 4 เดือนแรกของปี 2561 รวมกับของปี 2560 ทั้งปีที่มีจำนวน 53,000 ตัน รวม 1 ปีกับ 4 เดือน ไทยนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 90,000 ตัน นี่ยังไม่นับรวมขยะพิษที่เกิดขึ้นเองในประเทศไทยซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนน่ากังวลไม่แพ้กัน

รายงานเฝ้าระวังขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกประจำปี 2560 ระบุว่า ประชากรประเทศไทย 1 คน ผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ย 7.4 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปี 2559 มีขยะอันตรายจากซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 393,070 ตัน ซึ่งคาดการณ์ว่าปัจจุบันจะมีซากขยะพิษเหล่านี้ทะลุ 4 แสนตันต่อปี

ที่มา thestandard



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: