ข่าวล่าสุด

:

กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมไหลช้าสุดในรอบพันปี ยุโรปจะหนาวกว่าเดิม สหรัฐฯเกิดพายุบ่อยขึ้น

Atlantic Meridional Overturning Circulation                                    Image : ทิศทางของกระแสน้ำสายต่าง ๆ ในซีกโลกเหนือ ส่วนบนของมหาสมุทร NASA / GSFC

ภาวะโลกร้อน : กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมไหลช้าสุดในรอบพันปี เตือนยุโรปจะหนาวกว่าเดิม สหรัฐฯเกิดพายุบ่อยขึ้น

กระแสน้ำอุ่น "กัลฟ์สตรีม (Atlantic Meridional Overturning Circulation หรือ AMOC)" อ่อนกำลังลงถึงระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งพันปี ส่งผลให้ภูมิภาคยุโรปเผชิญอากาศหนาวเหน็บแห้งแล้งกว่าเดิม ปละสหรัฐฯก็จะเผชิญพายุใหญ่ที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น

วารสาร Nature Geoscience และ PNAS รายงานผลการวิจัยที่ระบุเกี่ยวกับ กระแสน้ำ Atlantic Meridional Overturning Circulation (AMOC) หรือกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ซึ่งเป็นสายธารหลักสายหนึ่งของโลกในมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะนี้อ่อนกำลังลงถึงระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งพันปี ทั้งยังเสี่ยงเข้าใกล้จุดวิกฤตที่จะทำให้มันหยุดไหลเวียนอย่างถาวรเร็วขึ้น ซึ่งอาจเป็นภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก และสถาบันพอตสดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบทางภูมิอากาศของเยอรมนี ชี้ว่ากระแสน้ำดังกล่าวซึ่งเป็นสายพานลำเลียง อากาศอบอุ่น แร่ธาตุ และสารอาหารต่าง ๆ จากเขตร้อนบริเวณอ่าวเม็กซิโกไปยังยุโรปตะวันตก กำลังเคลื่อนตัวช้าลงไปอีกในอัตราการชะลอความเร็วสูงกว่าที่เคยคาดกันไว้


ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์หวั่นเกรงกันว่า สภาพการณ์ดังกล่าวจะไปถึงจุดวิกฤต (tipping point) ภายในปี 2100 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะไม่สามารถแก้ไขให้กระแสน้ำกลับมาไหลเวียนดังเดิมได้

การที่กระแสน้ำอุ่น AMOC ไหลช้าลงนั้น เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและการละลายของแผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ ทำให้น้ำจืดปริมาณมหาศาลลงสู่มหาสมุทร รบกวนการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยแรงดันเกลือ ส่งผลให้กระแสน้ำอ่อนแรงและไหลช้าลง จนเป็นเหตุให้อุณหภูมิของผิวน้ำและมวลอากาศข้างบนเย็นตัวได้

    ภาวะโลกร้อนจะทำให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญโรคระบาดและมลพิษ จนป่วยง่ายและตายไวขึ้น

หากภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้งในอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กระแสน้ำอุ่น AMOC จะยิ่งอ่อนกำลังลงไปอีก 34% - 45% ในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ และอาจหยุดนิ่งไปอย่างถาวรในช่วงของศตวรรษถัดไป ซึ่งนั่นจะทำให้ภูมิภาคยุโรปเผชิญอากาศหนาวเหน็บและความแห้งแล้ง รวมทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ส่วนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ด้านที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จะมีน้ำทะเลหนุนสูงรวมทั้งเกิดพายุใหญ่ที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น

นอกจากนี้ การที่กระแสน้ำอุ่นซึ่งนำพาแร่ธาตุและสารอาหารจากเขตร้อนไปสู่ซีกโลกเหนือหยุดนิ่ง จะทำให้เกิดหายนะต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างใหญ่หลวงติดตามมาด้วย


ที่มา  BBC Thai


 


 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: