Variety Update :

วิกฤติปลาทูไทย ปริมาณลดลง 7 เท่า



วิกฤติปลาทูไทย ปริมาณลดลง 7 เท่า

ปลาทู อาหารที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน ณ เวลานี้การจะได้กินปลาทูไทยอาจจะยากมาขึ้น เนื่องจากสถิติการจับปลาทูของกรมประมงในการจับสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดียระบุว่า เคยมีการจับปลาทูสูงสุดปริมาณกว่า 147,852 ตันในปี 2554 และลดลงมาเหลือเพียงกว่า 20,461 ตันในปี 61 หรือกว่า 7 เท่า

เรื่องนี้ ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับสำนักข่าวไทยพีบีเอส ออนไลน์ว่า ปลาทูเป็นอาหารคู่ครอบครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน ความต้องการบริโภค จึงค่อนข้างสูง เพราะเชื่อว่าปลาทูเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญ กินปลาทูแล้วจะฉลาด ซึ่งปลาทูเป็นปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งโอเมก้า 3 เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นที่ทำให้สมองพัฒนาได้ดี เมื่อมีความต้องการสูงจึงทำให้มีการทำประมงในอ่าวไทยค่อนข้างเยอะเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศที่ยังคงนิยมบริโถคสูงต่อเนื่อง

“ระยะหลังจะเห็นว่าปลาทูตัวเล็กลงเรื่อย ๆ และหายากไม่ได้มีตลอดปีเหมือนสมัยก่อน ขณะที่เมื่อเจอปลาที่ตัวใหญ่ ก็สังเกตว่าใช่ปลาทูหรือไม่ และราคาค่อนข้างสูง ทำให้มาคิดวิเคราะห์ว่าปลาทูไทย ถูกจับมากขึ้นเพราะความต้องการมีมาก สถิติกรมประมง ย้อนหลังไปสัก 10 ปีจะพบว่าปลาทู เริ่มมีให้เห็นน้อยลง แต่ที่เห็นชัดคือหลังจากในปี 56 -57 เป็นต้นมา”

ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่ามีสาเหตุหลัก 3 ด้าน ที่ส่งผลให้ปลาทูลดลง

1.การทำประมง ทั้งประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้านที่จับปลาทูขึ้นมาจำหน่าย ใช้เครื่องมือประมง เช่น อวนดำ อวนล้อมจับ อวนลาก และอวนจม ก็ยังหาปลาตามปกติ แต่เนื่องจากความต้องการบริโภคปลาทูยังมีสูงแต่ทรัพยากรลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นผลผลิตมันลดลง หรือมีการทำประมงที่มากเกินไป ทั้งเรือประมงพาณิชย์ และเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งในอดีตยังไม่มีการควบคุมปริมาณเรือที่ดีพอ

2. สภาพแวดล้อมเที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปลาทูเป็นปลาผิวน้ำ อาหารหลักคือแพลงก์ตอนพืช ในทะเลที่อยู่บริเวณผิวน้ำ ซึ่งเกิดจากธาตุอาหารที่ไหลลงมาจากพื้นดินจากแม่น้ำลงไปในทะเล ทำให้แพลงก์ตอนเกิดขึ้น และการที่ธาตุอาหารจะไหลจากพื้นดินลงไปยังปากแม่น้ำ และไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายฝั่ง ก็ต้องอาศัยน้ำฝนในชะล้างหน้าดินลงไป “ปีไหนมีน้ำน้อย ฝนตกน้อย หรือภัยแล้ง ก็จะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้นน้อย ทำให้อาหารธรรมชาติของปลาทูมีน้อย เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ปลาทูย้ายไปบริเวณอื่น”

3.อุณหภูมิผิวน้ำที่สูงขึ้น แม้ว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อย ก็จะมีผลต่อการเคลื่อนที่ของปลาทู จะลงไปทะเลที่ลึกมากขึ้น ทำให้การจับปลาทูได้น้อยลง

องค์ประกอบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อปลาทูในภาพรวม ดังนั้นเมื่อย้อนดูหลังจากปี 2557 ที่พบว่าปลาทูหายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งปีดังกล่าวมีภัยแล้ง จึงทำให้ปริมาณปลาทูโดยรวมลดลง

อย่างไรก็ตาม ปลาทูเป็นสัตว์น้ำที่เจริญเติบโตทดแทนกันได้ มันไม่ได้หายไปหรือสูญพันธุ์ แต่วงจรการเติบโตมาทดแทนตามธรรมชาติอาจจะเปลี่ยนไป ของเดิมอาจจะโตมาทดแทนได้ในทุกปี แต่บางช่วงอาจจะหายไปใน 2-3 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่สภาวการณ์ของสัตว์น้ำแต่ละชนิด แต่คงจะไม่หายไปถึงขั้นไม่เจออีกแล้ว



ผศ.ดร.เมธี ระบุว่า การดำเนินมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำเพื่อไม่ให้มีการจับปลาทูมากเกิน ถือว่าค่อนข้างดี กรมประมง ใช้มาตรการปิดอ่าวในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร ต่อเนื่องมานานกว่า 40 - 50 ปี ช่วงวันที่ 15 ก.พ. –15 พ.ค.หรือราว 4 เดือน ในทุกปีเป็นช่วงที่มีการปิดอ่าว เพื่อให้ลูกปลา พ่อแม่ปลา จะมาผสมพันธุ์และออกไข่

จากนั้นเมื่อมีปัญหาต่างๆ มากขึ้นทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทรัพยากรลดลง ชาวประมงเพิ่มขึ้นกรมประมงจึงใช้มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก.ที่เป็นพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม และ จ.เพชรบุรี และ จ.ชลบุรี เป็นการทดลองใช้ 3 ปี พบว่ามีปลาทูที่ถูกจับมากบางช่วงที่มีการเปิดอ่าวขึ้นมา เพราะเรือประมงทราบว่ามีการเปิดอ่าวก็ไปจับ โดยหลังปี 57 พบว่ามีการจับปลาทูจำนวนมาก และในปีถัดมาปลาทูจึงลดลงไปมากเช่นกัน เพราะวงจรขาดช่วงไป ดังนั้น กรมประมงจึงพยายามใช้มาตรการเพิ่มด้วยการใช้วิธีปิดอ่าวเพิ่มเติมแถว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี พื้นที่รอยต่อที่ไม่มีการควบคุมก็จะควบคุมมากขึ้น ส่วนพื้นที่ปิดอ่าวตอนในก็แบ่งเป็นโซนละเอียดขึ้น เพราะให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตของปลาทู

“มาตรการปิดอ่าว เริ่มได้ผล เพราะปีนี้มีการจับปลาทูได้ดี เมื่อเทียบกับปีที่ก่อนที่จับได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่ที่ยังขาดคือ ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของพ่อแม่ปลา แหล่งวางไข่ของปลาทู ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งลูกปลาทู”

ส่วนกรณีการจับลูกปลาทู โดยเฉพาะชาวประมงที่ทำอวนล้อมจับปลาทู หากถามว่ามีความตั้งใจจะจับลูกปลาทูหรือไม่ คงไม่ใช่ เพราะเป็นสัตว์น้ำที่พลอยจับได้ขึ้นมา เครื่องมืออื่นเช่นกันเช่นความต้องการจับปลากะตัก แต่ว่าก็จะมีลูกปลาทูติดขึ้นมาด้วย แต่ว่าเมื่อติดขึ้นมาแล้วจะทิ้งทะเลกลับคืนไป มันก็จะเสียประโยชน์ เพราะสัตว์น้ำในบ้านเราสามารถใช้ประโยชนน์ได้หลากหลาย ไม่ใช่การกินเนื้ออย่างเดียว แต่ไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตัวใหญ่ใช้ประโยชน์ ตัวเล็กก็ใช้ประโยชน์ได้

นอกจากนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ลูกปลาทูที่ติดมากับเครื่องมือประมงชนิดอื่นในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งกรณีประมงปลากะตักจะติดลูกปลาทูมาร้อยละ 1-2 แต่คำถามคือ ไม่มีรายงานว่าลูกปลาทูที่ติดขึ้นมาหรือจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของปลาทูทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้ต้องการการวิจัยเนื่องจากยังขาดข้อมูลที่จะช่วยในการประเมินว่า การกินลูกปลาทูสร้างความเสียหายที่รุนแรงแค่ไหน ดังนั้นการบังคับใช้มาตรการใด ๆ ต้องมีมาตรการที่ทั้งชาวประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน หรือภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

ผศ.ดร.เมธี กล่าวว่า สถานการณ์ปลาทูไทยที่ลดลง ชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน มีความตระหนักดีว่า เพราะเป็นอาชีพเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ต้องให้ความรู้และให้เขาปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และรู้สึกว่าปฏิบัติตามได้ เพราะทุกคนล้วนรักสัตว์โดยในบางพื้นที่ที่เข้มแข็งได้สร้างซั้งกอ (บ้านปลา) เพื่อให้ปลามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมีหน่วยงานเอกชนสนับสนุนจำนวนมากในหลายพื้นที่

“สาเหตุที่สัตว์น้ำลดลงไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว โดยธรรมชาติก็มีตาย หรือปลาทูเติบโตช้ากว่าปกติเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ได้ ดังนั้นการที่ทำให้สัตว์น้ำไม่ปรากฏ หรือจับได้น้อยมีหลายปัจจัย การจะไปฟันธงว่าเป็นชาวประมงเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูปัจจัยอื่นมันก็ดูจะโทษเขามากเกินไป”

ดังนั้น การที่จะช่วยให้การจับปลาทูอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และการรายงานผลจับสัตว์น้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชนิด ปริมาณในแต่ละวัน พื้นที่ ฤดูในการจับ ข้อมูลพวกนี้จะช่วยในการบริการจัดการที่ดีขึ้นได้ในอนาคต ในการจำลอง คาดการณ์ เพื่อดำเนินการจับปลาได้ดีขึ้น


ที่มา  thaipbs



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: