Variety Update :

ลิมูซีน1,200 คัน เครื่องบินส่วนตัว 140 และคาเวียร์สำหรับประชุมโลกร้อน

 การประท้วงในการประชุมที่โคเปนเฮเกน 9 ธ.ค. เรียกร้องให้สนใจเกาะตูวาลูที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น  (Reuters Pictures / Daylife)


แห่จองลีมูซีน และเครื่องบินส่วนตัว จัดให้แทบไม่ทัน

มาจเคน ฟริสส์ จอร์เกนเซน ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการของบริษัทรถลีมูซีนในกรุงโคเปนเฮเกน เปิดเผยว่าในการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติในระเด็นเรื่องวิกฤติภูมิอากาศ เปิดเผยว่าเธอต้องจัดเตรียมรถลีมูซีนไว้สำหรับงานนี้ถึง 200 คัน ซึ่งในทีแรกเธอคิดว่าไม่น่าจะใช้มากขนาดนี้

"เราคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะใช้รถมากขนาดนี้เนื่องจากมันเป็นการประชุมเรื่องโลกร้อน" เธอกล่าว

จอร์เกนเซน ยืนยันว่าจากการเตรียมยานพาหนะของทั้งเธอและคู่แข่งของเธอ ทำให้ยอดจองลีมูซีนมากกว่า 1,200 ไปแล้ว จนเธอบอกว่าไม่สามารถหารถลีมูซีนภายในประเทศมาได้ครบทันการประชุม จึงต้องจัดหามาเพิ่มจากนอกประเทศคือเยอรมนีและสวีเดน

แล้วจำนวนของรถไฟฟ้าหรือรถไฮบริดล่ะ จอร์เกนเซนตอบว่ามีเพียงห้าคัน โดยเธอบอกว่าทางรัฐบาลมีรถที่ใช้พลังงานทางเลือกจำนวนหนึ่ง แต่ที่เหลือก็เป็นพวกเชื้อเพลิงธรรมดาไม่ก็ดีเซล และพวกเขาก็ไม่มีรถไฮบริดในเดนมาร์กเลย เนื่องจากมีการเก็บภาษียานยนต์รถชนิดนี้สูงมาก ขณะที่ทางสนามบินบอกว่า พวกเขาอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องบินส่วนตัวถึง 140 ลำในการไปรับไปส่งผู้โดยสารวีไอพี

พรั่งพร้อมด้วยทรัพยากรอาหาร (ที่ยั่งยืน)

ในการประชุมปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ จะมีผู้นำประเทศ 98 ราย ผู้สื่อข่าว 5,000 ราย และเจ้าหน้าที่กับตัวแทนผู้นำอีก 15,000 ราย เข้าร่วม รวมถึงมีดาราอย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ, ดาริล ฮันนาห์, เฮเลนนา คริสเตนเซน, ผู้นำทางจิตวิญญาณอย่าง หัวหน้าบาทหลวง เดสมอนด์ ตูตู รวมถึงเชื้อพระวงศ์อย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ล

ส.ว.สหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน จิม อินฮอฟฟ์ ได้เดินทางล่วงหน้าไปถึงก่อนการประชุมแล้ว โดยพักกันที่โรงแรง "ทรูธ สควอด" (Truth Squad) ซึ่งมีค่าที่พัก 650 ปอนด์ ต่อคืน (ราว 35,000 บาท) พร้อมด้วยทรัพยากรอาหาร (ที่ยั่งยืน) อย่างหอยทะเล เห็ดฟัวกราส์ และไข่ปลาคาเวียร์

ชุมชนอนาธิปัตย์ ก็อยากประชุม "เผา" โลกร้อนกับเขาด้วย

ในอีกด้านหนึ่งของผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่กับอาหารอย่างพิซซ่าห่อกลับบ้าน ก็เริ่มมีการประท้วงของผู้คนที่มาจากหลายประเทศในยุโรป ตามทางเดินสะอาดสะอ้านในกรุงโคเปนเฮเกน

ขณะเดียวกัน กลุ่มชุมชนอนาธิปไตยที่ชื่อคริสเตียนเนียก็มีการจัด "ประชุมภูมิอากาศบั้นท้าย" (Climate Bottom Meeting) ของตนขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์ ที่มีการเล่าเรื่องของคนเร่ร่อน รวมถึง "พิธีเผาประจำวัน" ที่พูดถึงแนวคิดอันเป็นตัวการทำให้โลกร้อนเช่น "การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ"

พวกผู้ประท้วง จงไปว่ายน้ำ-ไต่กำแพง

ทางรัฐบาลเดนมาร์คนังได้จัดสรรงบประมาณหนึ่งล้านโครเนอร์ (ราว 6 ล้านบาท) เพื่อให้ทางผู้ชุมนุมจัดการประชุมคู่ขนาดที่ชื่อว่า KlimaForum ที่สนามกีฬา ดีจีไอ-บิเง็น โดยเจ้าหน้าที่หวังว่าพวกผู้ประท้วงจะใช้พลังความเป็นหนุ่มสาวของพวกเขาไปในการปีนป่ายกำแพง ว่ายน้ำในท่วงท่าอันบรรเจิดศิลป์ หรือไม่ก็ไปโยนโบว์ลิงกันเสีย

อย่างไรก็ตามเป็นครั้งแรกที่เดนมาร์กเตรียมอาวุธปราบจลาจลอย่างปืนน้ำเอาไว้ จนถึงขั้นมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอให้แข่งตั้งชื่อปืนน้ำในภาษาเดนมาร์ก นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังได้แสดงให้เห็นเรือนจำชั่วคราวแห่งใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งเรือนจำแห่งนี้ใช้สถานที่เป็นอดีตโรงกลั่น ที่มีห้องขัง 360 ห้อง และสามารถจุผู้ต้องขังได้ 4,000 ราย

สหภาพฯ ผู้ขายบริการทางเพศไม่ปลื้ม ที่ห้ามคนประชุมซื้อบริการ

ต้องไม่ลืมว่า ที่นี่คือแถบสแกนดิเนเวีย แม้แต่กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศก็อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อโลกเหมือนกัน ในประเทศเดนมาร์กนี้เผอิญว่ามีสหภาพแรงงานผู้ขายบริการฯ แล้วพวกเขาก็รู้สึกโกรธที่สภาออกโปสการ์ดเรียกร้องไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมซื้อบริการทางเพศว่า "เพื่อความยั่งยืน อย่าซื้อบริการทางเพศ" พวกเขาจึงประกาศว่าจะให้บริการทางเพศฟรี กับผู้มีบัตรผ่านของผู้ร่วมประชุม ทำให้คำว่า "คาร์บอน เดทติง" [1] มีความหมายใหม่

ประชุมกันนี้ก็ใช้คาร์บอนไป 41,000 ตันแล้ว

แต่อย่างน้อย เซ็กซ์มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ผู้จัดบอกว่า ในการประชุม 11 วันนี้ รวมถึงการเดินทางของผู้มาเข้าร่วมนั้น ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ากับ 41,000 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากเมืองมิดเดิลโบรห์เมื่อวัดจากระยะเวลาเดียวกัน

ถ้าเป็นแบบนี้มันไม่ชวนให้การประชุมระดับโลกนี้เป็นแค่งานวัดตลก ๆ หรอกหรือ มีผู้เข้าร่วมหลายคนที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมก็ได้ และมันยิ่งห่างไกลจาก "การกู้โลก" มากขึ้นไปอีกเมื่อเหล่าผู้นำโลกทั้งหลายก็เห็นพ้องกันเรียบร้อยแล้วว่า การประชุมในครั้งนี้จะไม่ได้สร้างข้อผูกพันใดๆ ขึ้นมาเลย เพียงแค่แถลงการแสดงจุดยืนชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เป้าหมาย: ลดคาร์บอน 80% ภายในอีก 40 ปีข้างหน้า ไม่แก่ตายกันหมดแล้วหรือ?

แทนที่นักการเมืองเหล่านี้จะสร้างมาตรการลดคาร์บอนสัก 2 เปอร์เซนต์ต่อปี เริ่มจากปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาทำได้ แต่พวกเขากลับตั้งเป้าไว้ใหญ่โตว่าจะลดคาร์บอนให้ได้มากกว่า 80 เปอร์เซนต์ แต่เป็นภายในปี 2050 ซึ่งพอถึงเวลานั้นแล้วอยากรู้นักเชียวว่าพวกที่ไปประชุมนี้จะยังมีชีวิตอยู่ไหม คงไม่ต้องถามว่า พวกเขาจะยังอยู่ในตำแหน่งหรือเปล่า

แม้ว่าพวกเขาเกิดเห็นด้วยกับข้อผูกพันใดๆ ขึ้นมาก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้คิดว่า ผู้เข้าร่วมเขาคงไม่รู้สึกผูกพันอะไรมันจริงๆ หรอก ประเทศส่วนใหญ่ยกเว้นอังกฤษ ก็ดูเริ่มจะฝ่าฝืนพิธีสารที่ทำไว้ในการประชุมที่เกียวโตครั้งก่อนเสียแล้ว

และการประชุมของพวกผู้แทนก็อยู่ในเงามืด เป็นครั้งแรกที่ไม่เพียงแค่หลักการ แต่วัตถุประสงค์ทั้งหมดของวาระโลกร้อนจะถูกตั้งคำถาม มีอีเมลล์รั่วไหลออกมาแสดงให้เห็นว่ามีการสมคบคิดกันของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในการแอบแก้ไขข้อมูลที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามเรื่องการล็อบบี้ ทางประเทศออสเตรเลียก็ทำการโหวตให้กฏหมายเรื่องสภาพภูมิอากาศตกไป และการที่เอ็ด มิลลิแบนด์ รัฐมนตรีด้านพลังงานของอังกฤษออกมาโจมตีเรื่องโลกร้อนอย่างแข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่า กำลังมีความกลัวในรัฐบาลว่าเรื่องนี้จะหลุดออกจากการพิจารณาไป

ระวัง! จะล้มเหลวเพราะมองตัวเองเป็นพระผู้มาโปรด

ผู้เข้าร่วมรายหนึ่งจากสถาบันนิเวศน์วิทยาสังคมระบุว่า หากพวกเขาล้มเหลวเหตุผลหนึ่งคือพวกเขามั่นใจมากเกินไป เพราะพวกเขามาประชุมกันแล้วพูดกันอยู่ในกลุ่มที่เห็นด้วยกันอยู่แล้ว พวกเขาก็จะไม่เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิดอย่างไร และพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นคนดี เป็นพระผู้มาโปรดที่ไม่เห็นแก่ตนเอง และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ร้าย

เขากล่าวอีกว่า ประเด็นโรคร้อนอาจจะมีความถูกต้องตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้ ปัญหาอยู่ที่น้ำเสียงของพวกเขามากกว่า เช่น นักกิจกรรมบางคนชูเรื่องคำทำนายโลกแตกและเรื่องความชอบธรรมทางศาสนา มีพิธีเผาศพสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอะไรเทือก ๆ นี้ ซึ่งอาจถูกละเลย และมันก็เป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าเหตุใดผู้คนในวงกว้างดูจะไม่ได้รู้สึกร่วมว่ามันเป็นวิกฤติเร่งด่วนอะไรเลย สำหรับการประชุมที่โคเปนเฮเกน

ขณะที่มิลิแบนด์ เคยแสดงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ว่า เรื่องสำคัญคือการทำให้ประชาชนเห็นข้อดีของโลกอนาคตที่การปล่อยคาร์บอนลดลง "ถ้าหากเมื่อก่อนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูดว่า 'ข้าพเจ้ามีฝันร้าย' ประชาชนก็คงไม่สนับสนุนเขา" มิลิแบนด์กล่าว [2]

โคเปนเฮเกน-น่าจะเป็นอนาคตที่ดี

ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า การมองเห็นด้านดีๆ ที่ว่า อาจไม่ได้มากจากการทุ่มเถียงกันร้อนฉ่าในที่ประชุม แต่มันมาจาก เมืองโคเปนเฮเกน เองนั่นแหละ ถ้าตัดไอ่เรื่องจองรถลิมูซีนออกไปแล้ว โคเปนเฮเกน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรถจักรยาน มีอาคารเก่าแก่มากมายที่ประหยัดพลังงาน เหมาะกับบรรยากาศแบบ 'ย้อนยุค' (retro) และมีการดำเนินชีวิตด้วยความสุขศิวิไลซ์โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนกันมากนัก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพวกศีลธรรมจัดที่เป็นที่รักของสายเขียวในอังกฤษเลย

มองในอีกแง่ มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งการแห่จองรถลิมูซีนอาจเป็นนิมิตหมายอันดีก็ได้ เพราะทำให้เห็นว่า มีพวกระดับสูงมาเข้าร่วมมากขึ้น พวกเขาอาจจะเริ่มได้กลิ่นอะไรบ้างก็ได้

สหรัฐฯ เองก็ดูจะส่งสัญญาณความร่วมมือบางอย่างกับจีน อาจเป็นสื่งที่จำเป็นสำหรับการเคลื่อนไหวของโลก และอาจเป็นสิ่งที่ "มีชัย" ในการประชุม

การประชุมที่โคเปนเฮเกน ต้องทำให้สัปดาห์นี้ร้อนระอุแน่ๆ กระบวนการมันเห็นได้ชัดว่าชวนให้ล้อเลียนเหลือเกิน แต่มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการประชุมในครั้งนี้ ล้มเหลว

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ประชาไทยhttp://www.prachatai.com/


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: