Variety Update :

บุญกฐิน



มูลเหตุที่ทำ

เพื่อให้ภิกษุสงฆ์มีโอกาสได้ผลัดเปลี่ยนไตรจีวรใหม่เนื่องจากของเก่าใช้นุ่งห่มมาตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เข้าพรรษา ย่อมเก่ามีเรื่องเล่าว่าภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐รูปพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณพระเชตวันมหาวิหาร ไปไม่ทันวันเข้าพรรษา จึงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตุพอออกพรรษาแล้วพากันเดินกรำฝน จีวรเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนพอไปถึงแล้วก็เข้าเผ้าพระองค์ทรงเห็นความลำบากของภิกษุเหล่านั้นจึงอนุญาตให้รับผ้ากฐินได้นางวิสาขาทราบความประสงค์จึงนำผ้ากฐินมาถวายเป็นคนแรกจึงถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

ชนิดของกฐิน ที่ทำมี ๒ ประเภท
๑. "จุลกฐิน" ซึ่งเป็น "กฐินเล็ก"เป็นกฐินที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว เริ่มตั้งแต่ปั่นด้าย ทอเป็นผืนตัดเย็บเป็นผ้าไตรจีวรพร้อมทั้งย้อมสีซึ่งกฐินประเภทนี้ต้องให้ความร่วมมือร่วมแรงของผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงจะเสร็จทันเวลาจังหวัดอุบลราชธานี ทำจุลกฐินที่วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

๒. "มหากฐิน"เป็นกฐินที่มีบริวารมากใช้เวลาเตรียมการนานมีคนนิยมทำกันมากเพราะถือว่าได้บุญได้กุศลมากขนาดผ้ากฐินมีกำหนดขนาดผ้าที่ใช้ทำเป็นผ้ากฐิน ดังนี้ผ้าสบง ยาว ๖ ศอก กว้าง ๒ ศอก ผ้าจีวร และสังฆาฏิ มีขนาดเท่ากัน คือ ยาว ๖ ศอก กว้าง ๔ ศอก ผ้ากฐินทั้ง ๓ ผืนนี้ เรียกว่า"ไตรจีวร"

องค์ประกอบสำคัญของกฐินประกอบด้วย "อัฐบริขาร" สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็มเย็บผ้า ประคตเอว (ผ้ารัดเอว) กระบอกกรองน้ำองค์ประกอบทั้ง ๘ อย่างนี้ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เพราะถือว่าเป็น "หัวใจ"ของกฐิน

หรือเป็น
"บริขารกฐิน" จะมีหรือไม่มีก็ได้ เช่นผ้าปูนั่ง ผ้าอาบน้ำ ผ้าห่มกันหนาว เสื่อ หมอน ถ้วย จาน เป็นต้น พระสงฆ์ที่จะรับกฐินได้ต้องเป็นผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือน และ มีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า ๕ รูป ถ้าไม่ถึง ๕ รูป ถือว่าใช้ไม่ได้ แม้จะนิมนต์ไปจากวัดอื่นให้ไปร่วมประชุมสงฆ์ เพื่อรับกฐินก็ไม่สามารถรับกฐินได้

พิธีกรรม

ผู้มีศรัทธาประสงค์จะทำบุญกฐินต้องไปติดต่อของจองวัดที่จะนำกฐินไปทอดเมื่อเจ้าอาวาสแจ้งว่าวัดนั้นยังไม่มีผู้ใดมาจองกฐินผู้มีศรัทธาที่จะทำบุญกฐินจะเขียนสลาก (ใบจอง) บอกชื่อต้น ชื่อสกุล ตำแหน่งที่อยู่ของตนให้ชัดเจนเพื่อประกาศให้คนทั้งหลายรู้ว่าตนเป็นผู้จอง และจะนำกฐินมาทอดที่วัดดังกล่าวสลากต้องปิดไว้ในที่เปิดเผย เช่น ศาลาโรงธรรม โบสถ์ และต้องบอกวัน เวลาที่จะทอดด้วยเพื่อไม่ให้ผู้อื่นไปจองซ้ำ เพราะปีหนึ่ง แต่ละวัดจะรับกฐินได้เพียงกองเดียวเมื่อจองแล้วก็จัดหาเครื่องบริขารและบริวารกฐินไว้บอกญาติและพี่น้องให้มาร่วมกันทำบุญงานบุญกฐินถือว่าเป็นงานบุญอันยิ่งใหญ่ที่ชาวอีสานมีความเชื่อว่าถ้าผู้ใดทำบุญกฐินแล้วตายไปก็จะไม่ตกนรกมีแต่จะได้รับผลบุญที่ตนเองกระทำสะสมไว้ในชาตินี้ไว้เก็บกินในชาติหน้า

เมื่อถึงวันรวมก็จะตั้งองค์กฐินที่บ้านของตนโดยซื้อ
เครื่องอัฐบริขาร และเครื่องบริวารกฐินซึ่งเครื่องบริวารกฐินส่วนมากจะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนมาตั้งวางไว้ในที่เปิดเผยเพื่อให้ญาติพี่น้องหรือชาวบ้านใกล้เคียงนำสิ่งของ เช่น เสื่อ หมอน อาสนสงฆ์ ผ้าห่ม ถ้วย จาน ฯลฯมาร่วมสมทบกองกฐิน เมื่อถึงวันงานก็นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญ พระพุทธมนต์ฟังเทศน์ตอนกลางคืนอาจจัดให้มีงานมหรสพต่างๆ เช่น หมอลำภาพยนต์หรืออาจจัดเป็นงานเลี้ยงฉลองบุญกฐินก็แล้วแต่เจ้าภาพ

พอตอนรุ่งเช้าก็แห่กฐินจากบ้านไปถวายพระสงฆ์ที่วัดเมื่อเดินทางไปถึงวัดจึงเริ่มแห่เครื่องกฐินทั้งหมดรอบศาลาโรงธรรมโดยแห่เวียนขวา ๓รอบแล้วจึงนำกฐินขึ้นตั้งบนศาลาโรงธรรม จากนั้นก็จะนำข้าวปลา อาหารเลี้ยงพระถ้าถวายตอนเช้าก็เลี้ยงพระตอนฉันเพล เมื่อพระสงฆ์สามเณรฉันเสร็จแล้วผู้เป็นเจ้าภาพองค์กฐินจะนุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยรับศีล แล้วกล่าวคำถวายกฐินเป็นการเสร็จพิธีของฝ่ายญาติโยม ส่วนพระสงฆ์เมื่อมีกฐินมาทอดที่วัดก็จะประชุมสงฆ์ทั้งวัดแล้วให้ภิกษุรูปหนึ่งถามที่ประชุมสงฆ์ว่าผ้ากฐินและเครื่องบริวารจะมอบพระสงฆ์รูปใด จะมีภิกษุรูปหนึ่งเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ว่าควรให้แก่ภิกษุรูปใด โดยเอ่ยนามภิกษุที่สมควรจะได้รับกฐินส่วนมากก็จะเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นชอบตามที่มีผู้เสนอก็จะเปล่งคำว่า
"สาธุ" พร้อมกันจากนั้นญาติโยมก็จะพากันถวายเครื่องปัจจัยไทยทานแด่ภิกษุสามเณรอื่นๆ ทั้งวัดพระสงฆ์รับแล้วจะอนุโมทนา และให้พรเป็นการเสร็จพิธี

ที่มา http://board.palungjit.com/

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: