-

"เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ"

|

"เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ"

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็น รัตนะแห่งแผ่นดิน ของรัตนโกสินทร์ร่วมสมัย ด้วยทรงพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วร้อยเอาไว้มากมาย ประดับแผ่นดินให้งามจรัสด้วยปัญญา พระปรีชาญาณในด้านภาษานั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดในหมู่นิกรชนตลอดมา
        นอกจากภาษาไทยซึ่งทรงมีความรู้ความสามารถอย่างลึกซึ้งแล้ว ยังทรงพระปรีชาในภาษาต่างประเทศถึง 7 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน เขมร บาลี และสันสกฤต
        ความใฝ่รู้รักการอ่านผสานกับพระอัจฉริยภาพในการประพันธ์และความวิริยะหมั่นฝึกฝนการเขียน จนผลิผลออกมาเป็นพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วร้อยกรอง หลากเรื่องหลายรสแก่ผู้อ่านในวงการหนังสือ กระทั่งถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 นี้ ทรงมีพระราชนิพนธ์ที่พิมพ์รวมเล่มแล้ว 117 เล่ม ในบรรดาพระราชนิพนธ์เหล่านี้ มีพระราชนิพนธ์แปลทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองอยู่หลายเล่ม ได้แก่ กำเนิดอนาคต (งานวิชาการ) ขบวนการนกกางเขน (วรรณกรรมเยาวชน) นวนิยายจีน 2 เรื่อง ผีเสื้อ และ เมฆเหินน้ำไหล รวมบทกวีจีน 2 เล่ม ชื่อ เก็จแก้วประกายกวี และ หยกใส่ร่ายคำ
เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ
เป็นหนังสือรวมพระราชนิพนธ์แปลจากวรรณกรรมจีนและเยอรมัน 3 เรื่อง ได้แก่ แสงโคมของไอ้ร์เค่อ สาวน้อยเสี่ยวหวู และ ปลวก ในพระราชนิพนธ์คำนำ ได้กล่าวไว้ว่า
        "หนังสือ เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ เป็นการรวบรวมเรื่องที่ข้าพเจ้าแปลไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน เห็นว่าน่าจะตีพิมพ์เผยแพร่ ให้ผู้อื่นมีโอกาสอ่านวรรณกรรมต่างประเทศที่มีคุณค่า เป็นการจรรโลงความคิด และความเข้าใจมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น
        ...การนำวรรณกรรมรูปแบบต่างกัน วัฒนธรรมต่างกันมารวมพิมพ์เป็นเล่มเดียวกันอาจดูแปลก แต่ถ้าพิจารณาสาระและแนวคิดของเรื่องทั้งสาม จะเห็นว่าสอดคล้องกลมกลืนกัน คือ เป็นการพินิจความเสื่อมสลายทางจิตวิญญาณของสังคมสมัยใหม่ ที่มนุษย์ใช้วัตถุเป็นเครื่องวัดความสุขในชีวิต ปล่อยตนให้จมอยู่กับความสุขจอมปลอม ไม่รับรู้ความเป็นจริงและปัญหาอื่นใด หรือไม่กล้าพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเองและของสังคม ยึดมั่นถือมั่นผิด ๆ จนถึงวาระสุดท้ายที่สายเกินแก้ วรรณกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การรู้ตระหนักในสัจธรรมย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
...ชื่อหนังสือเล่มนี้มาจากวรรคหนึ่งของบทกลอนชื่อ วันนี้ ข้าพเจ้าแต่งเมื่อราว พ.ศ.2525 หรือ พ.ศ. 2526 ได้ความคิดมาจากเพลง Today กลอนคำสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเขียน คือ เพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ วันของฉันที่แท้แค่วันเดียว
 ...วรรณกรรมทั้งสามเรื่องนี้ แม้จะแสดงถึงความเสื่อมสลาย แต่ผู้เขียนก็ยังไม่ได้สิ้นหวังสิ้นศรัทธาในความดีงามของใจมนุษย์ ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความรักเมตตาอาทรระหว่างมนุษย์ที่จะยังให้สังคมสงบสุข ท่ามกลางความแปรผันภยันตรายนานาที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่เสมอ"
        แสงโคมของไอ้ร์เค่อ เป็นผลงานความเรียงของ ปาจิน นักเขียนเรืองนามของจีนในคริสต์ศตวรรษที  20 ปาจิน มีชื่อจริงว่า หลี่เหราถัง หรือ เฟ่ยกาน ปาจินเกิดที่นครเฉิงตู มลฑลเสฉวน ในครอบครัวที่มีฐานะดี ทั้งพ่อและแม่มีการศึกษาสูง ปาจินได้เรียนหนังสือกับครูที่มาสอนที่บ้าน เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรม ก็ประจวบกับเกิดเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 ที่ปัญญาชนจีนรวมตัวกันต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้นอกจากมีอิทธิพลต่อปัญญาชนนักปฏิวัติแล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงวรรณกรรมจีนอย่างมาก เหตุการณ์สำคัญข้างต้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวทางความคิดใหม่ ๆ ของปาจิน ซึ่งในขณะนั้นอายุเพียง 15 ปี
ปาจินได้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนมากแก่วงวรรณกรรมจีน และมีอิทธิพลยิ่ง งานเขียนมีชื่อเสียงมีผู้แปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง 20 ภาษา เป็นนักเขียนคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนของจีน ที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ ไม่ต้องพึ่งเงินเลี้ยงชีพจากรัฐบาล
        ปาจินเกลียดสังคมกึ่งศักดินากึ่งจักรวรรดินิยม เขาจึงใช้พรสวรรค์ผ่านปลายปากกาเผยแพร่ความคิดต่อต้านสภาพการณ์เช่นนั้น เขาตำหนิการศึกษาธรรมเนียมโบราณแบบขงจื๊อว่าไม่ถูกต้อง ต้องขจัดออกไปให้ได้ งานเขียนของเขาหลายเรื่องโจมตีพ่อแม่ที่แสวงหาความร่ำรวยเพื่อลูกหลาน แต่ไม่ให้การศึกษาเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง นวนิยายของปาจินมักพรรณนาให้ผู้อ่านเห็นภาพชีวิตที่ยากลำบากของชาวนา กรรมกร คนด้อยโอกาส และการต่อสู้ของคนเหล่านั้น
        แสงโคมของไอ้ร์เค่อ เป็นความเรียงร้อยแก้วเกี่ยวกับการกลับสู่บ้านเดิมของปาจิน ที่เขาจากไปถึง 18 ปี และหวังว่าจะกลับมาได้เห็นครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปในทางดี แต่กลับได้พบเห็นแต่สิ่งเดิม ๆ เขาจึงหงุดหงิดใจมาก พักอยู่เมืองนี้ได้เพียง 50 กว่าวัน แล้วจากไปด้วยความผิดหวัง แต่ก็ได้พบโคมไฟในหัวใจที่จะส่องสว่างนำทางชีวิตของเขาตราบชั่วนิรันดร์
สาวน้อยเสี่ยวหยูว เรื่องสั้นขนาดยาว ของ เหยียนเกอหลิง นักเขียนจีนรุ่นปัจจุบัน ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เหยียนเกอหลิงเป็นนักเขียนจีน ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในหมู่ผู้อ่าน นักศึกษา และนักวิจารณ์ งานเขียนของเธอละมุนละไม สง่างาม สะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ หรือธาตุแท้ของมนุษย์ที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน และน่าฉงนสนเท่ห์
        เสี่ยวหยูว เป็นสาวน้อยชาวจีนที่อพยพไปอยู่โลกตะวันตกด้วยความฝันบรรเจิดว่า จะได้ร่วมชีวิตกับชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ซึ่งดูมีอนาคตสดใสยาวไกล แต่แล้วเสี่ยวหยูวก็ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอต้องยอมซื้อสามีจอมปลอม จดทะเบียนสมรสกับชายแก่นักดนตรีชาวอิตาเลียนผู้ไร้อาชีพ เพื่อที่เธอจะได้รับใบอนุญาตให้ทำงานอยู่ในประเทศนั้น เธอต้องจำยอมเพราะเป็นหนทางเดียว กระนั้นความเสียสละของเธอมิได้ทำให้ชายหนุ่มที่เธอรัก รู้สึกซาบซึ้งแต่อย่างใด เธอได้ค้นพบว่าชายคนรักของเธอมีแต่ความเห็นแก่ตัว หึงหวง หยาบคาย และไร้เมตตาธรรม
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เสี่ยวหยูว สาวน้อยจากดินแดนแห่งอู่อารยะธรรมตะวันออกก็สามารถใช้ หัวใจพิสุทธิ์ดุจหยกใสของเธอ ชำระความเสื่อมสลายร้อนแรงของ ทะเลเพลิง แห่งโลกสมัยใหม่ได้
ปลวก บทละครวิทยุของ กุนเธอร์ ไอซ์ นักเขียนชาวเยอรมันในศตวรรษที 20 เรื่องปลวกไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องเปรียบเทียบให้เห็นความกลวง ความฉาบฉวยของคนในสังคมปัจจุบัน เหมือนกับคนเหล่านั้นกำลังถูกปลวกกัดกิน จนชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างผุกร่อน สั่นคลอน บรรยากาศของเมืองก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีเสียงฟ้าร้องคำรามข่มขู่อยู่เป็นระยะ ๆ เช่นเดียวกับคำพูดของลูซี่ที่กล่าวกับมารดาที่มาเยี่ยมว่า พื้นที่ยืนกันอยู่นั้นยังเหลือเพียงเปลือกผิวบาง ๆ ข้างในกลวงหมดแล้ว จากเสียงกัดแทะของปลวกที่ลูซี่ได้ยินและเข้าใจ แต่มารดายังไม่เข้าใจ
        ลูซี่และบิลเป็นตัวแทนของคนทั่วไป มีชีวิตสมบูรณ์พร้อม มีแฟลตน่าอยู่ มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่คนในสังคมขวนขวายอยากมี เช่น โซฟาชุดรับแขกที่สวยงาม มีเครื่องเล่นจานเสียง วิทยุ และสิ่งอื่น ๆ แสดงภาพชีวิตในทศวรรษ 1950 ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวสู่ความรุ่งเรือง ความสุขสมบูรณ์ในอาณาจักรครอบครัวแคบ ๆ เป็นสังคมแบบต่างคนต่างอยู่ หาความสุขในโลกของตน ไม่สนว่าจะมีอะไรเกิดรอบตัว เฉยเมยต่อสิ่งที่ไม่ปกติ ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน
        เสียงเป็นสื่อสำคัญสำหรับละครวิทยุ เสียงปลวกในเรื่องอาจตีความได้หลายอย่าง เช่น ภัยของรัฐบาล เผด็จการ ภัยสงคราม ภัยจากการ
ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ฯลฯ ภัยเหล่านี้มนุษย์ล้วนเป็นผู้ก่อขึ้น จึงน่าจะหลีกเลี่ยงได้ มนุษย์ควรจะตื่นตัวอยู่เสมอ มีความรับผิดชอบ ไม่ดูดายปิดหูปิดตา เอาแต่หาความสุขอยู่แต่ในบ้านของตน
        บทละครเตือนคนให้รีบตื่น มิฉะนั้นวันหนึ่งจะตื่นมาพบมหันตภัยที่สายเกินแก้
ข้อมูลจาก http://www.yingthai-mag.com/
ฉบับที่ 712 ปีที่ 30

Tags »

ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

กลับขึ้นด้านบน