 หากต้องเลือกระหว่างการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ กับอยู่ตามชนบทนอกเมือง เป็นคุณจะเลือกอย่างไหนดี? บรรยากาศชานเมืองหรือชนบท แหงนหน้ามองท้องฟ้ายังกว้างใหญ่ไม่มีอะไรมาบังสายตา ลมพัดเย็นสบาย แถมกลิ่นอายจากดินและหญ้า ร้อนแดดมากกว่าร้อนควันพิษ ฝุ่นคลุ้งบ้างแต่เป็นฝุ่นจากดินหรือทราย ฝนตกมาทีบรรยากาศก็คืนความสะอาดชุ่มฉ่ำ วันๆ หนึ่งพอพระอาทิตย์ตกปุ๊บทุกอย่างก็เหมือนโลกหยุดหมุน คนบ้านไกลเมืองมักจะเข้านอนกันแต่หัวค่ำ เพื่อตื่นมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ยามเช้ามืด สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยหน่อย ไกลความศิวิไลซ์ ใครที่ติดนิสัยรักสะดวกสบาย หรือชีวิตที่เต็มไปด้วยแสงสีคงไม่ค่อยถูกโฉลกนักกับชีวิตแบบนี้กระมัง
หันมามองชีวิตคนทำงานในเมืองใหญ่ๆ เอาใกล้ตัวก็กรุงเทพฯ เรานี้แหละ ตึกสูงละลานตา แสงไฟสว่างทั้งวันทั้งคืน ถนนเต็มเมือง จะซื้อหาอะไรเดินทางไปไหนก็สะดวกสบาย ถึงจะใช้เวลานานบนท้องถนนสักหน่อยก็ไม่แปลกใจด้วยความเคยชิน แดดจากพระอาทิตย์ดวงเดียวกันข้างนอกสะท้อนผนังตึกและพื้นคอนกรีตไปมา บวกไอจากรถบนถนนส่งไอร้อนระอุอยู่ในเนื้อผิว ยังไม่นับฝุ่นควันสกปรกที่คลุ้งขึ้นมาอีก ชวนให้ต้องรีบหลบร้อนไปพึ่งเย็นรีบจ้ำเข้าออฟฟิศในอาคารสูงติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทั้งหลัง แล้วจริงหรือว่า...ที่เย็นในอาคารเหล่านี้เป็นที่พึ่งได้ปลอดภัยไร้กังวล 100%... ?
ข้อมูลจากการวิจัยของบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ที่ร่วมกันทำงานเพื่อวางแผนที่นำทางการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อมหานครที่ยั่งยืน หรือ Roadmap เพื่อนำไปสู่การวางแนวนโยบายพัฒนากรุงเทพมหานคร หนึ่งในทีมที่เจาะประเด็นด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมในอาคาร โดย ดร.จรรยาพร จุลตามระ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตในอาคารสูง ไม่ว่าจะเป็นการพักอาศัยบนคอนโดมิเนียม หรือการทำงานในอาคารสำนักงาน อาจเป็นสาเหตุของอาการป่วยบางอย่างได้
ที่มานั้นเริ่มกันตั้งแต่เรื่องของระบบระบายถ่ายเทอากาศ ในอาคารส่วนใหญ่มักเป็นอาคารปิดเพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอกและเก็บกักความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นอากาศที่เราหายใจกันเข้าไปก็เป็นอากาศที่คนทั้งหมดในบริเวณนั้นผลัดกันหายใจเข้าออก หมุนเวียนกันอยู่ และหากในสถานที่เดียวกันมีคนอยู่ร่วมกันแออัดเป็นจำนวนมาก เครื่องปรับอากาศไม่ได้รับการบำรุงรักษาที่ดี มีการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ ก็ย่อมมีโอกาสที่เชื้อโรคที่ปะปนอยู่อาจแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ง่าย ที่พบบ่อยๆ อย่างเช่น โรคติดต่อของระบบทางเดินหายใจ อาการหวัดที่เป็นๆ หายๆ นอกจากนี้ในอากาศตามสำนักงานยังอาจมีสารปนเปื้อนบางอย่างที่เป็นอันตราย เช่น ฟอร์มัลดีไฮน์ สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยจากอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ไอระเหยจากหมึกพิมพ์ในเครื่องพิมพ์หรือเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งอาจมีความเข้มข้นสูงเกินกว่ามาตรฐานและสะสมในร่างกายเราทำให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ เรื่องเหล่านี้บางครั้งเรามักมองข้ามความสำคัญไป ที่ทำงานบางแห่งจัดวางเครื่องถ่ายเอกสารไว้อยู่ในห้องเล็กๆ อากาศไหลเวียนน้อย แถมยังให้คนนั่งเฝ้าประจำที่ ลองนึกดูว่าหากคนนั้นต้องสูดเอาไอระเหยจากเครื่องเหล่านี้ทุกวันจะเสี่ยงต่ออันตรายขนาดไหน
ในห้องที่ปูพรม ยิ่งเป็นแหล่งเก็บกักฝุ่นและไรฝุ่นขนาดมหึมาที่อาจลอยขึ้นมาให้คนที่อยู่ในห้องนั้นสูดหายใจเข้าไปในร่างกายได้ทุกเมื่อ ยิ่งหากเป็นห้องปิด ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาด้วยแล้ว โอกาสที่พรมจะชื้น จนพื้นใต้พรมกลายเป็นบ้านแสนรักของเชื้อราก็อยู่ไม่ไกลเลย แม้จะมีการดูดฝุ่นทำความสะอาดเป็นประจำแล้วแต่ก็คงไม่อาจกำจัดความชื้นเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน อันเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนังต่างๆ

เรื่องของแสงในอาคารก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการไม่สบายกับคนจำนวนมาก การปวดหัว ปวดตา เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นความเคยชิน หารู้ไม่ว่าสาเหตุมาจากการจัดแสงภายในบริเวณที่ทำงาน โดยเฉพาะจุดที่ต้องเพ่งสายตา ที่ความเข้มของแสงอาจจะมากหรือน้อยเกินไป หรือมีความเปรียบต่างของความมืดและความสว่าง (contrast) มากเกินไป อีกกรณีที่พบบ่อยและกำลังเป็นปัญหาสำคัญของการทำงานยุคคอมพิวเตอร์คือ การต้องเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือกรณีที่มีแสงสะท้อนจากหน้าต่าง โคมไฟในห้อง การจัดวางโต๊ะทำงานในมุมที่ทำให้สายตาต้องสู้กับแสงสว่างจ้าเกินควร อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสายตา ตาพร่า และเกิดอาการปวดหัว เวียนหัว นำมาซึ่งโรคเกี่ยวกับตา และสายตา อาการปวดคอ ปวดหลังได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่หลายๆ แห่งมักตั้งไว้ต่ำเกินไป นั่งทำงานไปหนาวสั่นไป จนทำให้หลายคนต้องสวมเสื้อกันหนาว เมื่อออกไปข้างนอกอาคารเจอกับอากาศร้อน ร่างกายปรับตัวไม่ทันจึงเกิดอาการไม่สบายไข้ขึ้นมีให้เห็นเป็นประจำ
ดร.จรรยาพร ผู้นำทีมวิจัยเรื่องนี้กล่าวว่า "ในต่างประเทศนั้น "กลุ่มอาการเจ็บป่วยจากอาคารสูง หรือ Sick Building Syndrome" ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าของและผู้ก่อสร้างอาคารต่างให้ความสำคัญและหาทางป้องกัน หรือลดความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ใช้อาคารเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคจากอาคาร เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ความเสียหายจากการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งค่าชดเชยจากการฟ้องร้องของผู้ใช้อาคาร นั้นเมื่อเทียบกันแล้วไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จากการศึกษาและเก็บข้อมูลของทีมวิจัย กลับพบว่าไม่เพียงแต่ผู้อยู่อาศัยเท่านั้น สถาปนิกและผู้ประกอบการอาคารต่างๆ ก็แทบจะไม่ให้ความสนใจกับปัญหาดังกล่าว.... ....สถาปนิกเขาอาจจะทราบว่ามีโรคกลุ่มนี้ แต่การออกแบบเพื่อปรับปรุง ป้องกันระบบต่างๆ ให้ถูกสุขอนามัยมากขึ้นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงละเลยเรื่องนี้ไป ทั้งที่ในแต่ละปีมีคนกรุงเทพฯไปหาหมอเพราะอาการป่วยจากสาเหตุนี้มากน้อยแค่ไหน ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและบั่นทอนคุณภาพชีวิตไปเท่าไหร่..."
หากบ้าน หรือที่ทำงานของคุณ เป็นห้องที่เปิดไฟสว่างทั้งวัน ปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำที่ 25 C ตามมาตรฐาน ปูพรมนุ่มเท้า ฉีดสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นหอมกรุ่น แต่อยู่ไปอยู่มากลับทำให้คนอยู่ต้องเจ็บไข้ไม่สบายบ่อยๆ แบบหาสาเหตุไม่ได้ เช่น จากที่ไม่เคยเป็นโรคทางเดินหายใจมาก่อนก็เป็นเรื้อรังขึ้นมา คงต้องช่วยกันย้อนกลับมาดูกันหน่อยแล้วล่ะว่า สถานที่นั้นอาจมีอะไรที่ไม่ถูกสุขลักษณะบ้างหรือไม่ และหาหนทางปรับปรุงแก้ไขกันโดยเร็ว อย่างที่ ดร.จรรยาพรฝากทิ้งท้ายไว้ว่า
"คุณภาพสิ่งแวดล้อมในอาคารที่ดี ควรมาจากการสร้างสมดุลระหว่างการสร้างสภาวะสบายและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้โดยการออกแบบอาคารแบบบูรณาการ เลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ คำนึงถึงกิจกรรมและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารนั้นๆ อย่างแท้จริง ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด และอยากฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้คำนึงถึงสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในอาคารกันมากกว่านี้"
เอาน่ะ...แล้วถึงตรงนี้...คุณยังแอบอิจฉาคนที่ทำงานในห้องแอร์อยู่บนตึกหรูๆ กันอีกไหม?
ขอบคุณที่มา http://board.palungjit.com/
เรื่องที่เกี่ยวข้อง : แพทย์เตือนภัยผู้ชอบเลี้ยงสัตว์แปลกๆ เสี่ยงนำโรคมาติดดูมือบอกโรคโรคจากอาคารสูงโรคทางใจอยากแก้โรคปวดหลัง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโรคอ้วน...กับบุคลิกภาพโรคประหลาดอาจถึงตายเพราะหัวเราะ!!โรค (ทาง) จิต ติดเทคโนโลยี"พลังจิต"รักษา(โลก)โรควิธีรักษาโรคมะเร็งแนวใหม่
|