Facebook Twitter
gPlus 
-

หลักสูตรอัจฉริยะดนตรีคลาสสิก สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

|
"ประเทศไทยควรมีสถาบันสอนดนตรีคลาสสิก ตลอดจนพัฒนาเยาวชนไทยที่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีคลาสสิกให้มีความสามารถเป็นเลิศเทียบเท่าระดับโลก..." พระดำริของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นำมาสู่ "สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา" สถาบันดนตรีคลาสสิกแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้เป็นที่จัดการศึกษาเฉพาะเยาวชนไทยที่มีความสามารถพิเศษ ให้สามารถพัฒนาอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี ให้ก้าวไปสู่ความเป็นนักดนตรีชั้นนำระดับโลกที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ทั้งในเวทีการแสดงและการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม กับ คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจะสามารถรับนักเรียน นักศึกษารุ่นแรกได้ภายในเวลา 3 ปีข้างหน้า


**สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

"คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในฐานะแม่งานใหญ่ภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการจัดสร้างสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ว่า เบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบจำนวน 22 ล้านบาท ในการออกแบบ และปรับปรุงอาคารสถานที่ โดยทางรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อทราบพระดำริได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ การก่อสร้างอาคาร การสร้างห้องดนตรีเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ในระยะเริ่มแรก กระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยศิลปากรดำเนินการศึกษาวิจัย หาองค์ประกอบ ระบบการบริหารการจัดการ และแผนการดำเนินงาน จากนั้นจะได้ดำเนินการให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันต่อไป

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา จะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ตั้งของโรงกลั่นสุราบางยี่ขันเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หลังพระบรมรูปรัชกาลที่ 8 เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ โดยจะปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นที่ทำการ ห้องเรียน ห้องซ้อม ห้องแสดงดนตรีอย่างดีที่สุด คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2555

สำหรับเหตุผลที่เลือกสถานที่บริเวณนั้น เพราะว่าเป็นจุดที่จะสามารถระลึกถึง 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และสถานที่ตรงนั้นเป็นจุดที่สวยงาม มีความสง่างามสมพระเกียรติของพระองค์ท่าน

**สร้างความเป็นเลิศด้านดนตรีคลาสสิก

"อ.ธนาทร เจียรกุล" คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พูดในเรื่องรายละเอียดของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ว่า ถือเป็นการให้การศึกษาแบบ "gifted education" หรือ "การให้การศึกษาแก่ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ" หรือ "เด็กอัจฉริยะ" โดยผู้ที่เข้ารับการศึกษาจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางดนตรีคลาสสิกเท่านั้น เด็กเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลที่ถูกทาง เพื่อจะดึงความสามารถสูงสุดของพวกเขาออกมาให้ได้ และในอนาคตเด็กที่จบจากสถาบันออกไปจะเป็นนักดนตรีของไทยที่สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยทางสถาบันจะให้ทุนการศึกษาเรียนตลอดโครงการ เพื่ออุดช่องว่างด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนดนตรีขั้นสูง หน้าที่ของสถาบันจึงต้องแสวงหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษทั่วประเทศ ที่สนใจศึกษาด้านดนตรีคลาสสิก และมีความสามารถในการเล่นดนตรีชั้นเลิศมาเข้ารับการศึกษาในสถาบัน "โครงการนี้ทำในลักษณะเดียวกับพระภารกิจของพระองค์ท่าน ที่ทรงทำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว คือการประทานทุนที่เรียกว่า ทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิก ปัจจุบันมีจำนวน 20 คน มีตั้งแต่ระดับเยาวชน ไปถึงระดับครู อาจารย์ โครงการนี้จึงน่าจะเฉลิมพระเกียรติของท่านได้อย่างดีที่สุด"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนามีความแตกต่างจากสถาบันดนตรีอื่นๆ นั้น คือมุ่งผลิตนักดนตรีเป็นเลิศ ควบคู่กับการสร้างฐานผู้ฟัง ซึ่งจะช่วยพัฒนาดนตรีคลาสสิกให้เข้มแข็งในอนาคต โดยให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิก หรือสร้างความซาบซึ้งในดนตรีให้กับประชาชนด้วย

**บุคคลความสามารถชั้นเลิศ

เกณฑ์การคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาศึกษาในสถาบันดนตรีแห่งนี้ จะกระทำใน 2 ลักษณะ คือ การประกาศรับสมัครให้บุคคลที่สนใจเข้าสมัครด้วยตัวเอง และการไปสรรหาตามสถานที่ต่างๆ โดยเด็กทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกด้วยมาตรฐานเดียวกัน และนอกจากการวัดความสามารถทางด้านดนตรีแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นคุณสมบัติของนักเรียนคือต้องมีความใส่ใจ และมีความมุ่งมั่นในวิชาชีพนี้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่การเล่นดนตรีตามกระแสเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้แม้จะดูเป็นนามธรรม แต่ก็สามารถดูได้จากภูมิหลังของเด็กแต่ละคน เช่น ดูว่าเล่นดนตรีมานานเท่าไร มีความตั้งใจอยากจะพัฒนาหรือไม่ เป็นต้น โดยจะเลือกรับเฉพาะคนที่อยู่ในระดับสูง เพราะจะเปิดรับเด็กจำนวน 50 คนต่อปีเท่านั้น

"เด็กที่ถูกคัดเลือกเข้ามารับทุนการศึกษาจะไม่มีการจำกัดอายุ เพราะการศึกษาแบบ gifted education ไม่มีขีดขั้นที่ระดับไหน ถ้าเด็กอายุ 9 ขวบ มีความสามารถและสนใจที่จะเข้ารับการศึกษา สถาบันก็มีหน้าที่สนับสนุน ซึ่งอาจจะเป็นในลักษณะของ non graduated school สำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งต่างประเทศก็มีการศึกษาแบบนี้อยู่ แต่ในรายละเอียดยังต้องศึกษากันต่อไป เพราะระบบการศึกษาของสังคมไทยยังไม่อำนวยให้มีการศึกษาในลักษณะนี้ แต่สถาบันต้องทำให้เป็นไปตามมาตรฐานของเด็กอัจฉริยะ"

คณะกรรมการจะเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีคลาสสิก หรืออาจารย์ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ทางด้านดนตรี โดยจะต้องตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถคัดเลือกเด็กที่เป็นอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังต้องทำให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคม

"เวลาพระองค์จะประทานทุนใคร ทุกคนต้องเล่นดนตรีให้ท่านทอดพระเนตร โดยท่านทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือว่าเราต้องสรรหาเด็กที่มีความสามารถจริงๆ ให้ได้เหมือนกับที่ทรงคัดเลือกด้วยพระองค์เอง" อ.ธนาทร กล่าวย้ำถึงเรื่องมาตรฐานในการคัดเลือกนักเรียน

**หลักสูตรการเรียนการสอน

สำหรับระบบการสอนอาศัยหลักสูตรดุริยางคศาสตร์ทั่วไป เปิดสอนเครื่องดนตรีทุกชนิดของดนตรีคลาสสิก อีกทั้งยังมีการสอนด้านการแต่งเพลง ประพันธ์เพลง เรียบเรียงดนตรี ซึ่งเป็นการเรียนรู้ภายใต้ดุริยางคศาสตรบัณฑิต แต่แตกต่างกันด้วยวิธีการเรียนการสอน สถาบันจะสอนตามศักยภาพของผู้เรียนเป็นหลัก เด็กที่เข้ามาเริ่มเรียนก็จะเรียนในระดับที่ต่างกัน ถ้าเด็กระดับสูงมาเจอคลาสระดับพื้นฐานก็จะเบื่อ จึงต้องให้ข้ามขั้น

ก่อนเรียนจะมีการสอบวัดระดับก่อนเข้าเรียน โดยจัดให้มีผู้สอนประจำเครื่องดนตรีแต่ละชนิดและสอนแบบตัวต่อตัว ส่วนตารางการเรียนการสอนจะเน้นทางด้านดนตรีเป็นหลัก โดยจัดเวลาให้เอื้อต่อการเรียนและการฝึกซ้อม เพราะการเรียนดนตรีต้องใช้ระยะเวลาที่ต่อเนื่อง และการฝึกซ้อมที่ได้จำนวนชั่วโมงที่มากพอ ในส่วนของการศึกษาวิชาทั่วไปก็ยังคงมีอยู่ด้วย เพียงแต่สัดส่วนของดนตรีจะเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ และเมื่อจบการศึกษาจะได้รับปริญญาบัณฑิตเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป

การศึกษาจะอยู่ภายใต้ร่มของสถาบัน จัดการเรียนการสอนในประเทศไทย โดยการดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาอบรม หรือให้ความรู้เป็นระยะ นอกจากนี้ ทางสถาบันจะหาแหล่งที่เด็กสามารถไปแสดงความสามารถ หรือส่งวงดนตรีเข้าประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสร้างชื่อเสียง โดยการตั้งเป้าหมายว่าในแต่ละปีเด็กจะต้องคว้ารางวัลได้เท่าไหร่ ส่วนการให้ทุนการศึกษาจะให้ในระดับสูงที่สุดเท่าที่นักเรียนจะสามารถเรียนได้ โดยโครงการตั้งไว้ตั้งแต่ระดับประถมวัยจนถึงการศึกษาระดับสูงสุด

**เพาะบ่มโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ       

จะใช้ระบบการจ้างผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอน โดยจะสอนประจำเครื่องดนตรีแต่ละชนิด และมีจำนวนผู้สอนครบทุกเครื่องดนตรี มิเช่นนั้นวงออร์เคสตราจะเกิดขึ้นไม่ได้ อีกทั้งยังต้องมีผู้ทดแทนด้วย ถ้ามีนักเรียน 50 คน อาจารย์ก็ต้องมี 50 คน นักดนตรีและผู้เชี่ยวชาญในเมืองไทยที่มีความสามารถก็มีจำนวนมาก และทุกคนก็ยินดีให้ความร่วมมือ

นอกจากนี้ จะมีการขอความร่วมมือจากต่างประเทศให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน ซึ่งอาจจะมาเป็นครั้งคราว ถ้าในอนาคตสถาบันนี้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ก็จะมีนักดนตรีและผู้เชี่ยวชาญสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาเปิดการแสดง หรือมาจัดทำการอบรมระยะสั้นๆ ให้แก่เด็กของสถาบัน ระหว่างนี้จึงต้องทำความร่วมมือกับประเทศต่างๆ หาพันธมิตรในประเทศที่เจริญแล้ว

จากปรัชญาของสถาบันที่ว่า "เผยแพร่ความรู้ด้านดนตรีคลาสสิกสู่สาธารณชน พัฒนาบุคคลให้มีความสามารถด้านดนตรีคลาสสิก เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ" หรือปณิธานที่ว่า "พัฒนาพรสวรรค์ สรรค์สร้างคีตกวี ผลิตนักดนตรีสู่สากล" ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาที่จะสร้างสรรค์นักดนตรีชั้นเลิศสู่วงการดนตรีสากล และคือมรดกที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงฝากไว้ให้แก่วงการดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.posttoday.com/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

กลับขึ้นด้านบน