-

หลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา

|



สัทธา ความเชื่อ; ในทางธรรม หมายถึงเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล, ความมั่นใจในความจริง ความดี สิ่งดีงาม และในการทำความดีไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก เขียนอย่างสันสกฤตเป็น ศรัทธา

ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ ความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เป็นความเชื่อที่ผ่านการกรั่นกรองแล้วจากปัญญา

ความเชื่อที่ประกอบ ด้วยเหตุและผล ซึ่งผ่านการกรั่นกรองจากปัญญานี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "สัทธาญาณสัมปยุตต์" (ญาณ แปลว่า ความรู้ที่เกิดจากปัญญา, สัมปยุตต์ แปลว่า ประกอบด้วย)การถือเอาสิ่งที่ตอนเองรู้ ตนเห็น โดยปราศจากการใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้ถึงเหตุและผลเป็นความเชื่อ ที่ขาดปัญญา พิจารณาถึงเหตุผล ความเชื่อเช่นนี้เรียกว่า "สัทธาญาณวิปปยุตต์" อนึ่ง ถ้าเชื่อตามเขาว่าเรียกว่า "อธิโมกข์ศรัทธา"
การเชื่อโดยปราศจากสติปัญญาก็ดี เชื่อตามคนอื่นว่าก็ดี ไม่จัดเป็น ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้า ทรงสอนเรื่องศรัทธาไว้ในที่ใด สอนไว้ในธรรมบทไหนก็ตามที พระองค์จะทรงสอนเรื่องของปัญญาไว้ในที่นั้น ๆ ด้วยเสมอ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อป้องกัน "ความเชื่อแบบงมงาย"

ความเชื่อ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์ถ้าไม่เชื่อสิ่งใดก็จะไม่กระทำสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเชื่อผิด ก็เป็นเหตุให้คิดผิด ทำผิด และถ้าเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็เป็นเหตุให้คิดดี ทำดี
ความเชื่อใน สิ่งที่ผิด เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ ความเสื่อม ความเดือดร้อน เป็นผลร้าย เป็นความพินาศ ตลอดจนทำให้เสียชีวิตได้ เป็นต้นว่า

๑.เชื่อ เรื่องธรรมชาติ เช่น ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ต่าง ๆ ที่ผิดปกติ มีวคามแปลกประหลาดไปจากธรรมดาแล้วทำการสักการะบูชาเพื่อหวังลาภ ยศ เป็นต้น
๒.เชื่อ ในผีสางเทวดา หรือวิญญาณ ว่าผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงมีวิญญาณวนเวียนอยู่ แล้วจึงทำการสักการะบูชาเพื่อหวังขอลาภ ยศ มีการสร้างศาล ต่าง ๆ เพื่อให้ผี สาง วิญญาณ มาสิงสถิตอยู่ เป็นต้น

ความเชื่อในสิ่งเหล่า นี้เป็นความเชือที่ปราศจากปัญญา เป็นความเชื่อที่ยึดถือตามใจตนเอง หรือเป็นความเชื่อตามผู้อื่น หาได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ไม่

พระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้แก่ชาว "กาลามะ" ที่แคว้นโกศล ถึงความเชื่อที่อาจจะทำให้ผิดพลาดได้ ๑๐ ประการ ดังนี้ "ดูก่อนกาลามะทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย พึง..

๑.อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินแล้ว
๒.อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่สืบ ๆ กันมา
๓.อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า "ได้ยินว่าอย่างนี้"
๔.อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
๕.อย่าได้ยึดถือโดยนึกเดาเอาเอง
๖.อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน (อนุมาน)
๗.อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตามอาการ
๘.อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกับทิฏฐิของตน
๙.อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดเป็นผู้สมควรเชื่อถือได้ (เพราะอาจผิดทั้งคู่ก็ได้)
๑๐.อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนั้นเป็นครูของเรา (ครูอาจารย์ก็อาจคิดผิดได้)

พระ พุทธเจ้าทรงตรัสสอนต่อไปว่า ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใด ให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่า "ดูก่อนชาวกาลามะท่านทั้งหลาย เมื่อใดท่านรู้ได้ด้วย ตัวตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล มีโทษ นักปราชญ์ติเตียน เมื่อทำแล้วย่อมให้เกิดแต่ส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์และทุกข์ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย, ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ไม่มีโทษ นักปราชญ์สรรเสริญ เมื่อทำแล้ว ย่อมให้เกิดประโยชน์และสุข ท่านควรเข้าถือธรรมเหล่านั้นอยู่"พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้ปัญญาของตนเอง


พระพุทธเจ้า ทรงแสดงความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาไว้ ๔ ประการ คือ.-

๑.กัมมสัทธา คือ เชื่อกรรม
๒.วิปากสัทธา คือ เชื่อผลของกรรม
๓.กัมมัสสกตาสัทธา คือ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๔.ตถาคตโพธิสัทธา คือ เชื่อปัญญาการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า (พระพุทธเจ้า)

กัม มสัทธา คือความเชื่อกรรม ได้แก่ ความเชื่อการกระทำของตนเอง ที่แสดงออกได้ทางกาย วาจา และใจ ว่าการแสดงออกทางกาย วาจา ใจนั้น เมื่อทำแล้ว เป็นอันทำ ไม่ใช่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ

หมายความว่า การกระทำทางกาย เรียกว่า กายกรรม
การกระทำทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม
การกระทำทางใจ เรียกว่า มโนกรรม
กรรม เป็นคำกลาง ๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ได้แก่กิริยาอาการ เช่น ยืน เดือน นั่ง นอน เป็นต้น
กรรมจะดีหรือชั่วได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำ

วิ ปากสัทธา คือ เชื่อผลของกรรม ได้แก่ เชื่อว่าทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว รวมไปถึงกรรมที่ไม่ดีไม่ชั่ว ก็จะได้รับผล เช่นเดียวกัน คือความสำเร็จที่เกิดจากการกระทำนั้น ๆ เหมือนกับการปลูกพืช ปลูกอ้อย สิ่งที่เกิดขึ้นมาคืออ้อย ปลูกแตง สิ่งที่ได้ก็คือแตง ไม่กลายพันธ์ไปเป็นอย่างอื่น

กัมมัสสกตาสัทธา คือ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หมายความว่า กรรมใดใครเป็นผู้กระทำ ผู้นั้นต้องเป็นผู้รับผล จะรับผลแทนกันไม่ได้ หรือจะรับผลแต่กรรมดี แล้วโยนผลกรรมชั่วให้แก่คนอื่น ก็ไม่ได้, เป็นเรื่องเฉพาะตน โยนให้คนอื่นไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่า ตนต้องรับผลของการกระทำนั้น จึงชื่อว่า สัตว์มีกรรมเป็นของของตน

ตถาคต โพธิสัทธา คือ เชื่อปัญญาการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า (พระพุทธเจ้า) หมายถึง การเชื่อและยอมรับว่าพระพุทธองค์ทรงมีพระปัญญาตรัสรู้จริง และ ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นเป็นของจริง ประพฤติปฏิบัติตามแล้วย่อมได้รับผลจริง สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าเป็นกุศล เป็นบุญ เป็นความดี ทำแล้วย่อมได้รับผลดีจริง ๆ สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เป็นอกุศล เป็นบาป เป็นความชั่ว ทำแล้วย่อมได้รับผลชั่วจริง

บุคคล ผู้มีศรัทธา พึงทราบว่า พระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้เชื่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก เช่นเดียวกับฤกษ์ ยาม การดูหมอ การผูกดวง การสะเดาะเคราะห์ เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถดลบันดาลให้บุคคลเป็นไปอย่างโน้นได้ อย่างนี้ได้ แต่พระองค์ทรงสอนให้เชื่อกรรม คือ การกระทำของตนเอง จึงขอแนะนำให้รู้จักทางที่ควรละ คือทางแห่งการทำชั่ว

พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางแห่งการกระทำความดีทางกาย วาจา และใจ เรียกว่า กุศลกรรมบถ
กุศลกรรมบถ ได้แก่ ทางแห่งกรรมดี, ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติมี ๑๐ อย่าง ดังนี้

ก. กายกรรม คือ กรรมที่ทำด้วยกาย ๓ อย่าง ได้แก่

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำลายชีวิต
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม

ข. วจีกรรม คือกรรมที่ทำด้วยวาจา ๔ อย่าง ได้แก่

๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ
๕. ปิสุณายวาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจาก พูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

ค. มโนกรรม กรรมที่ทำด้วยใจ ๓ อย่าง ได้แก่

๘. อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา
๙. อพยาบาท ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา
๑๐.สัมมา ทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรมบุคคลควรดำเนินตามกุศลกรรมบท ๑๐ ประการอย่างนี้ และควรเว้นจากอกุศลกรรมบท ๑๐ ซึ่งมีนัยอันตรงกันข้ามกับกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ที่กล่าวมาแล้ว และบุคคลใดไม่ดำเนินตามคำสอน ก้าวล่วงอกุศลกรรมบ้าง ประพฤติชั่วแล้วทางใดทางหนึ่ง มีฆ่าสัตว์ เป็นต้น ย่อมเข้าถึงทุทุจริต ย่อมมีทุคติเป็นที่หมายในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน
โดย พระสถาพร ฐานวโร (อายุศะนิล)
ครูสอนพระปริยัติธรรมวัดท่าไทร
ที่มา http://www.dhammajak.net/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

'มหากุมภเมลา' สายน้ำ-ศรัทธา-วัฒนธรรม

'มหากุมภเมลา' สายน้ำ-ศรัทธา-วัฒนธรรม

คงไม่มีช่วงเวลาไหนที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาของนครอาลาฮาบัด เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ จะคึกคักและเต็มไปด้วยสีสันเท่าช่วงนี้

SHAREความคิดเห็น
ศรัทธาความเชื่ออย่างพุทธมามกะ

ศรัทธาความเชื่ออย่างพุทธมามกะ

พระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุและนำมาสอนนั้น คือความจริงอันตายตัวของสิ่งทั้งปวง อันมีอำนาจที่จะบันดาลสิ่งทั้งปวงให้เป็นไปตามกฏนั้น

SHAREความคิดเห็น
หลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา

หลักศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ ความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เป็นความเชื่อที่ผ่านการกรั่นกรองแล้วจากปัญญา

SHAREความคิดเห็น
ศรัทธาแห่งพุทธที่...'คยา'

ศรัทธาแห่งพุทธที่...'คยา'

ในอดีตการเกินทางเพื่อแสวงบุญยังพุทธสถาน ๔ ตำบล ในชมพูทวีปเป็นเรื่องยากนักที่จะไปถึงได้ แต่วันนี้ เส้นทางบุญจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่เมืองพุทธคยา (GAYA) พาราณาสี ได้ง่ายดาย

SHAREความคิดเห็น
ธรรมที่ใจ.......ศรัทธา

ธรรมที่ใจ.......ศรัทธา

ธรรม กล่าวกันว่าคือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นสุข อัศจรรย์ใจมากมายในคำนี้จึงทำให้ชาวพุทธต่างศรัทธามากมาย แต่ในส่วนลึกมองดูแล้วมีความสุขมาก

SHAREความคิดเห็น
ศรัทธาหายนะ เมื่อสาวกนำความเสื่อมมาสู่ศาสดา

ศรัทธาหายนะ เมื่อสาวกนำความเสื่อมมาสู่ศาสดา

ความศรัทธาที่มากเกินพอดี จนไม่บันยะบันยัง และขาดการหยุดคิดตั้งสติพิจารณา จนนำไปสู่ความหลงงมงายนั้น คือ "ศรัทธาหายนะ" ที่นำความวิบัติมาสู่ตนเองและผู้ที่ตนศรัทธา

SHAREความคิดเห็น
เทศกาลคเณศจตุรถี รวมพลคนศรัทธาพระพิฆเนศ

เทศกาลคเณศจตุรถี รวมพลคนศรัทธาพระพิฆเนศ

แรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ถือว่าเป็นวันกำเนิดของพระพิฆเนศ

SHAREความคิดเห็น
การเริ่มต้นอย่างศรัทธามักจะนำมาซึ่งความสำเร็จ

การเริ่มต้นอย่างศรัทธามักจะนำมาซึ่งความสำเร็จ

การเริ่มต้นอย่างศรัทธา มักจะนำมาซึ่งความสำเร็จขณะที่การเริ่มต้นจากความไม่เชื่อ แม้สิ่งนั้นจะดูงดงามเพียงไร มักจะลงเอยได้แค่เรื่องฝันหวาน

SHAREความคิดเห็น
จากชมพูทวีปสู่ 'นิทรรศการธรรมศิลป์' ความงดงามอันเกิดจากศรัทธา

จากชมพูทวีปสู่ 'นิทรรศการธรรมศิลป์' ความงดงามอันเกิดจากศรัทธา

     "Peace is every step" จากภาพลายเส้นฝีมือ ติช นัท ฮันห์ พระเวียดนา...

SHAREความคิดเห็น
กลับขึ้นด้านบน