Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 
-

สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

|



วงการแพทย์ตื่นตัว เผยสุดยอดสารอาหารสมองในนมแม่ ช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

สมอง เป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของร่างกายมนุษย์ เราใช้สมองในชีวิตประจำวันอย่างมากมาย เพราะสมองคนเรามีเซลล์นับล้านเซลล์ และการเชื่อมโยงกันของเซลล์ประสาทเหล่านี้ทำให้สมองคนเราทำงานได้อย่างซับซ้อน รวมถึงควบคุมการทำงานต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น การจดจำ การสื่อสาร การแก้สมการยากๆ หรือการใช้ตรรกะทางความคิด และการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม  ทั้งนี้สมองจะมีการพัฒนาสูงสุดถึง 80 % ตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาสมองด้วยโภชนาการที่มีประโยชน์ที่สุด ซึ่งได้แก่ นมแม่ นมแม่คือสุดยอดสารอาหารสำหรับทารก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำให้แม่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญกว่า 200 ชนิดต่อการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน อนุมูลอิสระที่จำเป็นสำหรับทารก

โดยล่าสุด วงการแพทย์ตื่นตัวเป็นอย่างมาก หลังจากการค้นพบสุดยอดสารอาหารสมองที่พบในน้ำนมแม่ คือ MFGM (Milk Fat Globule Membrane)

ศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบัน Institute of Health & Biomedical Innovation for Child Health Research Centre of Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดค้นพบสารอาหารบำรุงสมองในนมแม่ ได้แก่ MFGM ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มอนุภาคไขมัน เยื่อบางๆนี้อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด   ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งสัญญาณประสาท โดยจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อ MFGM ทำงานร่วมกับ DHA จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า   โดยงานวิจัยชี้ว่าทารกที่ทานนมที่มี MFGMและDHA จะมีพัฒนาการสมองและสติปัญญาใกล้เคียงกับทารกที่ดื่มนมแม่ ดีกว่าทารกที่ดื่มนมที่เพิ่มดีเอชเอเพียงอย่างเดียวถึง 4 จุด*  ให้สมองทำงานเต็มที่ทั้งระบบ และยังช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์  หลากหลายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้ยอมรับและตื่นตัวกับการเติม MFGM ในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็ก




รศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “สมองของเด็กพัฒนาสูงสุดในช่วงตั้งครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองที่มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาทางสมองและพัฒนาการในอนาคต MFGM ช่วยในขบวนการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมองนับแสนล้านเซลล์ ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร พัฒนาการทางสมองของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันเอื้อให้สามารถสกัด MFGM เติมในผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับเด็กได้ ถือเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นมผงมีความใกล้เคียงกับนมแม่ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นมาก หากคุณแม่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ เราควรให้นมผสมที่มีคุณภาพดี ที่จะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาการ”

รศ.ดร.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยังให้ความเห็นว่า นมผสมที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์อย่าง MFGM ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะมีงานวิจัยที่มีแนวโน้มไปในทางที่ดีว่าช่วยส่งเสริมเรื่องของสติปัญญา และช่วยป้องกันการติดเชื้อ โดยกล่าวว่า “ปกติหลังคลอด ทีมแพทย์และพยาบาลจะให้ความรู้เกี่ยวกับการให้นมแม่และช่วยส่งเสริมคุณแม่ให้สามารถให้นมลูกได้สำเร็จ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า นมแม่ดีที่สุด แต่ปัญหาของคุณแม่หลังคลอดบางท่านพบว่า คุณแม่อาจมีน้ำนมไม่เพียงพอหรือไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้ จากสาเหตุต่างๆ หรืออาจมีข้อห้ามในการให้นมแม่ เช่น การติดเชื้อบางชนิด หรือการใช้ยาบางอย่าง เป็นต้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้นมผสมเพิ่มเติม ดังนั้นการเลือกให้ลูกได้รับนมผสมที่มีส่วนผสมของ MFGM ก็เป็นทางเลือกทางหนึ่งของคุณแม่ ที่จะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหมาะสมและอาจช่วยสร้างเสริมในเรื่องพัฒนาการตามวัยของเด็กได้”

ด้าน นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “สมองประกอบด้วยไขมันถึง 60 % และในน้ำนมแม่ก็พบไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญ ดังนั้นเยื้อหุ้มอนุภาคไขมันในนมแม่อย่าง MFGM จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูก นอกจากนี้ งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าเด็กที่ได้รับนมที่เสริม MFGM และ DHA จะมีการพัฒนาความฉลาดได้อย่างเต็มระบบนอกเหนือจากด้านสติปัญญา นั่นคือ ความฉลาดทางอารมณ์ โดยเด็กที่อายุระหว่าง 2.5 – 6 ปี ที่รับประทานนมผสม MFGM และ DHA จะมีสมาธิจอจ่อมากขึ้น ไม่ก้าวร้าว และมีอารมณ์ดี ไม่ห่วงกังวลกับการเข้าสังคม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาที่ดีในแง่ทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กในอนาคต เราต้องยอมรับว่า ในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เด็กที่ทั้งคิดเก่ง และคิดดี มีความก้าวล้ำทั้งความคิดและอารมณ์จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดี โดยมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนอย่างเหมาะสมทั้งด้านโภชนาการและการเลี้ยงดู รวมทั้งการปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต และก้าวไปได้ไกลกว่าในโลกอนาคต”









ข่าวที่เกี่ยวข้อง...

กลับขึ้นด้านบน