|
|
|
 |
|
| ผีลุงเพิก |
"สันต์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกในซอยเปลี่ยว
สมัยหนุ่มผมเคยอยู่ที่ศรีย่าน แดนดินถิ่นของอร่อย ตกเย็นๆ ก็มีรถเข็นและแผงลอยขายอาหารสารพัดชนิดมาตั้งเรียงรายบนฟุตปาธหลายสิบเจ้า โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นศรีย่านนี่ แหม! เด็ดสะระตี่จนถึงลือก็แล้วกัน คู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันก็เห็นมีลูกชิ้นราชวัตรเจ้าเดียวเอง ขนาดย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วยังต้องหาโอกาสมาชิมบ่อยๆ นี่นา บอกไม่เชื่อ!
วันนี้ผมมีเรื่อง "ผีลุงเพิก" มาเล่าให้ฟัง
สาเหตุก็เพราะในกลางซอยบ้านผม ลุงเพิกกับลูกเมียมาซื้อตึกแถวห้องริมเปิดร้านชำมาตั้งปีมะโว้แล้ว...ร้านแกได้เปรียบตรงที่เป็นร้านริม แถมด้านข้างยังติดซอยแยกเล็กๆ อีกด้วย ทำให้ร้านนี้เปิดขายได้ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ตกเย็นๆ มีคอเหล้ามานั่งจับกลุ่มกันคึกคัก คุยโม้กันสนุกสนามตามประสาคนเมา
ลุงเพิกตอนนั้นเป็นพ่อม่ายเมียตาย อายุห้าสิบกว่า หน้าผากค่อนข้างกว้างขวาง แต่มีพวกที่ไปขอเซ็นเหล้าพูดจายกย่อว่า คิ้วต่ำ โหงวเฮ้งดี ลุงเพิกแกเป็นเงียบๆ เฉยๆ แทบจะไม่ค่อยพูดค่อยจาก็ว่าได้...แต่ใครปากหวานช่างปะเหลาะแกก็ได้กินเหล้าแบบแปะโป้งได้ง่ายๆ
ร่างอ้วนกลมในชุดกางเกงสีกากีขาสั้น สวมเสื้อกุยเฮงสีดำ ลากรองเท้าแตะฟองน้ำเปิดร้านตั้งแต่ตอนสายๆ ไปจนถึง 2 ทุ่มจนความเงียบเหงาย่างกรายเข้ามา แกก็จะเรียกลูกชายสองคนมาช่วยกันปิดร้าน
เวลาผ่านไปราว 5-6 ปี จนลูกชายเรียนจบ ลุงเพิกอายุใกล้จะหกสิบ...วันดีคืนดีก็นอนหลับไม่ตื่นไปตลอดกาล...ลูกชายทั้งสองรับราชการอยู่ต่างจังหวัด กลับมาช่วยกันทำศพพ่อจนเรียบร้อย...แล้วร้านนั้นก็ปิดตาย เพราะไม่มีใครคิดจะมาค้าขายแบบลุงเพิกอีกต่อไป
ความจริงผีลุงเพิกไม่น่าจะดุร้าย เพราะแกตายตามธรรมชาติของคนเราที่มีเกิดมีแก่และตายไปทุกคน ไม่ใช่ว่าตายเพราะอุบัติเหตุหรือว่าถูกใครฆ่าแกงจนกลายเป็นผีตายโหง...แต่ผีลุงเพิกก็ดุเหลือเชื่อซะไม่มี!
สมัยนั้นตอนกลางคืนราว 2-3 ทุ่มก็เงียบไปหมดแล้ว ซอยแยกแคบๆ ข้างร้านมักมีหมาจรจัดมาสิงสู่ เห่าหอนเสียงโหยหวน ทั้งน่ารำคาญและน่ากลัวเป็นประจำ
ลุงเวกกับลุงอ่ำเคยเป็นขาประจำร้านลุงเพิก ตอนนี้ต้องออกไปหาเชี่ยงชุนหรือค่างโหนกินที่ปากซอย...คืนนั้นสองเกลอเดินตุปัดตุเป๋เข้าซอยมาราว 3 ทุ่มเศษ เสียงหมาหอนโจ๋วมาแต่ไกล จนกระทั่งผ่านหน้าร้านลุงเพิกที่ปิดสนิทก็พลันมีเสียงดังขึ้นว่า
"ไอ้เวก! ไอ้อ่ำ! เมื่อไหร่จะใช้หนี้กู?" เล่นเอาขาเมาทั้งสองเบรกกึก อ้าปากค้างหันมองหน้ากัน...แม้จะไม่เห็นตัวก็จำเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี
"ไอ้เพิก!!" สองเกลอร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนจะโจนอ้าว ก่วยแน่บไม่คิดชีวิต สบถสาบานว่าจะไม่กลับบ้านดึกๆ อีกต่อไป...ตัดสินใจซื้อเหล้ามากินที่บ้านจะได้ไม่โดนผีหลอก แทบจะช็อกตายแบบนี้
ยายแฉ่งกับป้าฉวีสองแม่ลูกไปช่วยงานศพที่เมืองนนท์ เดินเข้าซอยมา 3 ทุ่มเศษ...พอใกล้ถึงร้านลุงเพิกก็ปิดไฟมืด หมาเจ้ากรรมก็หอนโจ๋ว เล่นเอาสองแม่ลูกหันมองสบตากันก่อนจะจ้ำอ้าว...แต่ได้ยินเสียงกระแอมมาจากซอยแยกก็หันขวับไปมองอย่างลืมตัว
ใครคนหนึ่งยืนตะคุ่มๆ อยู่ในความมืดข้างร้าน ยายแฉ่งครางออกมาว่า "ตาเพิก" ก่อนจะเกิดอาการช้ำรั่ว...แตกซ่าออกมานองพื้น ซมซานกลับบ้านแทบไม่ไหวทั้งสองคน
พี่เชิดคนข้างบ้านไปทำงานที่ปักษ์ใต้ กลับมาเยี่ยมบ้านตอนดึกก็เจอลุงเพิกยืนอยู่หน้าร้าน พูดคุยกันนานพอดู...ครั้นถึงบ้านเล่าว่าคุยกับใครมา พ่อแม่ก็แทบลมจับไปตามๆ กัน!
คืนเกิดเหตุ ผมกับเพื่อนอีกสองคนคือไอ้ตุ๊กับไอ้อ้วนไปดูหนังรอบค่ำที่ศรีย่านเธียเตอร์เรื่อง "ศึกซูลู" หนังเลิกยังมาโจ้เหล้าร้านข้าวต้มหน้าตลาด...เมาดีเข้าก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เดินเข้าซอยพลางร้องเพลงคึกคะนอง ท่ามกลางลมหนาวพัดหวีดหวิวเคล้ากับเสียงหมาหอนโจ๋ว...
ไอ้อ้วนชี้มือไปที่ร้านลุงเพิกเปิดไฟสว่าง ร้องว่าแวะกินเหล้าต่อกันเถอะวะ! ไอ้ตุ๊ก็พยักพเยิดบอกว่าดีเหมือนกัน อารามเมาผมก็ร้องว่า...เอาไงเอากัน!
จนกระทั่งเข้าไปนั่งอยู่ในร้านสว่างโพลงและเยือกเย็น พวกเราหันไปทางลุงเพิกที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ก้มลงมองเขม็ง ไอ้ตุ๊ร้องสั่งเหล่ากับโซดา...ผมเพิ่งสังเกตว่าลุงเพิกไม่พูดจาสักคำ แถมยิ้มเหมือนแสยะอีกต่างหาก
ฉับพลันทันใด เหมือนฟ้าผ่าโครมลงกลางกบาลเมื่อนึกได้ว่า...ลุงเพิกตายไปแล้วนี่นา! พิษเหล้าหายวับ เด้งพรวดขึ้นตะโกนลั่น...เฮ้ย! ผีผลอกโว้ย!
ขาเมาอีกสองคนได้ยินเข้าก็ตาเหลือกลาน...ไฟดับวูบ เหลือแต่เสียงหัวเราะแหบโหยสุดสยอง...เราวิ่งตะโพงออกจากร้านลุงเพิกได้ยังไงก็ไม่ทราบ จำได้แต่ล้มลุกคลุกคลานไปจนถึงบ้าน รุ่งขึ้นก็จับไข้นอนซมไปตามๆ กัน ...ไม่กล้ากลับบ้านดึกๆ อีกต่อไป
ทุกวันนี้นึกถึงภาพสยองในคืนนั้นยังขนหัวลุกเลยครับ! บรื๋อออ....
ข้อมูลจาก :  เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
|
|
|
|