เรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนาน สงครามครั้งสำคัญ ในหมู่เกาะทะเลใต้ อะบู ซัยด์ พ่อค้าอาหรับบันทึกไว้ เมื่อ พ.ศ.1459 หลังเหตุการณ์ราว 100 ปี มีดังต่อไปนี้ มียุวกษัตริย์กัมพูชาพระองค์หนึ่ง ปรารภกับปุโรหิตว่า อยากเห็นพระเศียรของมหาราชาแห่งทะเลใต้ มาตั้งอยู่บนพื้นท้องพระโรง เมื่อเรื่องไปเข้าพระกรรณมหาราชาแห่งทะเลใต้ ทรงยกทัพมาจับเจ้าชายหนุ่ม นำกลับไปเกาะชวา เมื่อตั้งกษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว มหาราชาแห่งชวา ก็ตัดพระเศียรอดีตกษัตริย์กัมพูชา ส่งไปให้กษัตริย์พระองค์ใหม่ ตำนานเรื่องนี้ จบลงตรง...ตั้งแต่นั้นมา กษัตริย์กัมพูชาก็ต้องแสดงความเคารพมหาราชาแห่งชวา เวลาจะบรรทมก็ต้องหันพระเศียรไปทางทิศใต้ และเรียกทิศนั้นว่า ทิศหัวนอน สืบต่อมา จนกระทั่งบัดนี้ แม้เป็นตำนาน...ที่ชาวอาหรับเล่า...แต่ เรื่องราวในตำนาน ก็บังเอิญตรงกับประวัติศาสตร์ กองทัพจากชวายกมารุกราน ในอ่าวตังเกี๋ย แถวเวียดนาม และเข้ามาถึงเจินละ ศาสตราจารย์เซเดส์ สันนิษฐานว่า เจ้าชายชัยวรมันที่ 2 น่าจะเดินทางจากชวามาถึงกัมพูชา ในปี พ.ศ.1243 สองปีก่อนเข้ายึดอำนาจที่เมืองอินทปุระ ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของเมืองพนมเปญ ตรงกับแถวปราสาทอังกอร์ยอเรย์ในปัจจุบัน ประเด็นที่เป็นคำถาม เจ้าชายชัยวรมันที่ 2 ผู้สถาปนาอาณาจักรกัมโพช (พ.ศ.1345-1393) เป็นใคร มาจากไหน คำตอบ...สั้นๆ จากจารึกกัมพูชา..."พระองค์ เสด็จมาจากเมืองชวาพร้อมด้วยกองทัพ โดยมีปุโรหิตสำคัญ ชื่อ ศิวะไกรวัลย์ ตามเสด็จมาด้วย" ข้อมูลจากหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีกัมพูชา ฉบับของกรมศิลปากร ตีพิมพ์ 4 ส.ค.2536 ระบุว่า ชวาในจารึกขอม เชื่อกันว่าหมายถึงบริเวณเมืองยอคจาการ์ตาในอินโดนีเซียปัจจุบัน เมืองนี้มีเทวาลัยจำนวนมาก รวมทั้งศิลาจารึกที่ระบุว่าราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 เป็นศูนย์กลางอำนาจของฮินดู นอกเขตชมพูทวีป พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ไม่เป็นเพียงกษัตริย์ กัมพูชา องค์ที่ถูกจารึกว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ยังทรงเป็นกษัตริย์ ผู้เผชิญหน้ากับปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง จนต้องย้ายนครหลวงถึง 4 เมือง รวม 5 ครั้ง เมื่อเสด็จมาจากชวา ก็ทรงตั้งเมืองอินทปุระ เป็นนครหลวงแห่งแรก เซเดส์ เสนอว่า น่าจะอยู่ที่ท่าบงขมัม ด้านตะวันออกของเมืองกำพงจาม แต่ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า น่าจะตรงกับเมืองบันทายไพรนคร จากหลักฐานโบราณสถานสมัยก่อนเมืองพระนคร พุทธศตวรรษที่ 14 ชัยภูมิเมืองอินทปุระ อยู่ทางตอนใต้ใกล้ ชายฝั่งทะเล ติดกับเขตอิทธิพลเดิมของฟูนาน แม้จะล่มสลายไปนานแล้ว แต่อำนาจเดิมของฟูนานหรือแม้เจินละ...น่าจะซ่อนเร้นอยู่ ไม่นาน พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็ทรงย้ายเมืองหลวงแห่งใหม่ ขึ้นไปทางเหนือ บริเวณด้านตะวันออกของปลายทะเลสาบ ชื่อเมืองหริหราลัย ไม่นาน...ก็ทรงย้ายไปตั้งเมืองอมเรนทรปุระเป็นนครหลวงแห่งที่ 3 ตำแหน่งที่ตั้งเมืองนี้ ท่านโกลิ-เยร์เสนอว่า ควรเป็นเมืองบันทายฉมา ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบ ใกล้ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แต่เซเดส์ทักว่า ไกลเกินไป น่าจะเป็นที่ปราสาทออกยม ปัญหาก็คือ ปราสาทออกยมเป็นโบราณสถานสมัยเจินละตอนต้น เก่าแก่กว่าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 อมเรนทรปุระ จึงเป็นนครหลวง ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า อยู่ที่ไหนกันแน่ นครหลวงแห่งที่ 4 มเหนทรปุระ นักโบราณคดีหลายรุ่น เห็นตรงกัน เมืองนี้อยู่ที่บริเวณเขาพนมกุเลน ทางทิศเหนือของเมืองเสียมเรียบปัจจุบัน จารึกหลักเดียวกัน กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จะประทับอยู่มเหนทรปุระ นครหลวงแห่งที่ 4 ยาวนานแค่ไหนไม่ปรากฏ ก็ทรงโปรดให้ย้ายราชธานีและเทวราช กลับมาตั้งที่นครหริหราลัย เมืองหลวงแห่งที่ 2 ริมทะเลสาบด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ...อีกครั้ง และทรงประทับอยู่หริหราลัย...จนสิ้นพระชนม์แล้ว ราชวงศ์ของพระองค์ ก็ครองราชย์ต่อเนื่องไปอีกหลายรัชกาล แต่ประเด็นคำถาม...พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเป็นชวา หรือทรงเป็นขอม ก็ยังไม่คลี่คลาย จนกระทั่งมีการค้นพบศิลาจารึก หลักหนึ่ง จากปราสาทสต็อกก๊อกธม ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว ศิลาจารึกหลักนี้ มีข้อความตอนหนึ่งว่า "เพื่อประกอบพิธีกรรม มิให้ประเทศกัมพูชาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของชวาอีกต่อไป และให้พระราชาเป็นจักรพรรดิเท่านั้น..." ข้อความนี้...จึงถูกตีความว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ควรจะเป็นทายาทของฟูนาน ซึ่งอพยพหลบภัยสงคราม เมื่อคราวเจินละโจมตีฟูนาน ไปตั้งรกรากอยู่ในอินโดนีเซีย จนกระทั่งได้ฝึกฝนร่ำเรียนศาสนา และศิลปะการปกครองจนชำนาญแล้วก็คบคิดกันนำกองทัพเรือจากชวา มายึดเจินละคืน ทรงปกครองอาณาจักรเจินละ สืบต่อมา ในฐานะผู้สืบสายเลือดจากฤาษีกัมโพช ประเด็นคิด...อีกนิดน่าจะอยู่ที่ จารึกปราสาทสต็อกก๊อกธม หลักนี้ ทำขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าอุทัยอาทิตย์วรมันที่ 2 พ.ศ.1595 หลังเหตุการณ์สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 นานถึง 350 ปี และความที่จารึกปราสาทสด๊อกก๊อกธม... ได้คลี่คลายประวัติศาสตร์สำคัญ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกัมพูชา...แม้ตัวปราสาทเล็กๆ จะอยู่เลยเส้นเขตแดน เข้ามาอยู่ในดินแดนไทยถึง 5 กม. แต่ความคิดถึงคะนึงหาของชาวกัมพูชา ก็มีไม่น้อยกว่าปราสาทเขาพระวิหาร หรือปราสาทตาเมือนธม ฯลฯ
ข้อมูลจาก :  เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
|